เด็กบัญชี.com เด็กบัญชี

ระยะเวลาในการจดทะเบียนบริษัท

ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนบริษัทแต่เดิมการจดทะเบียนบริษัท ค่อนข้างยุ่งยากมาก ๆ ๆ ๆแต่กฎหมายใหม่ ปัจจุบันลดข้อจำกัดของต่าง ๆ ไปหมดแล้วทำให้ ได้ภายในวันเดียวเท่านั้นซึ่งระยะเวลาก็จะเท่ากับ จดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดส่วนค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนบริษัทนั้นค่าธรรมเนียมของกรมพัฒน์ จดทะเบียนบริษัท จะสูงกว่า แต่ก็ไม่กี่พันส่วนค่าบริการรับจดทะเบียน นั้นจะไม่ต่างกัน ...

ไม่ให้ใส่ความเห็น Tags:

ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย

ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย (Accrued Expenses) หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในงวดบัญชีปัจจุบันแล้ว แต่กิจการยังไม่ได้จ่ายเงินจึงยังไม่ได้บัญทึกบัญชี เช่น ค่าแรงงานค้างจ่าย เงินเดือนค้างจ่าย ดอกเบี้ยค้างจ่าย เป็นต้น กิจการจึงจำเป็นต้องปรับปรุงบัญชีโดยเพิ่มค่าใช้จ่ายของงวดบัญชีปัจจุบันแล้วตั้งเป็นหนี้สินไว้ ค่าใช้จ่ายล่วงหน้า (Prepaid Expenses) หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่กิจการจ่ายเงินแล้วแต่มีบางส่วนที่เป็นของงวดบัญชีต่อไปรวมอยู่ด้วย เช่น ค่าเช่าจ่ายล่วงหน้า ค่าเบี้ยประกันจ่ายล่วงหน้า ค่าโฆษณาจ่ายล่วงหน้า การบันทึกบัญชีค่าใช้จ่ายล่วงหน้า ทำได้ 2 วิธี คือ 1.บันทึกไว้เป็นสินทรัพย์ เมื่อจ่ายเงินสดจะลงไว้ในบัญชีค่าใช้จ่ายล่วงหน้า เมื่อสิ้นงวดบัญชีให้โอนส่วนที่เป็นของงวดบัญชีปัจจุบันเป็นค่าใช้จ่าย 2.บันทึกไว้เป็นค่าใช้จ่าย เมื่อจ่ายเงินสดจะลงบัญชีไว้เป็นค่าใช้จ่ายทั้งจำนวน เมื่อสิ้นงวดบัญชีให้โอนส่วนที่เป็นของงวดบัญชีถัดไปเป็นค่าใช้จ่ายล่วงหน้า ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย (Accrued Expenses) ...

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ค่าใช้จ่ายที่แสดงอยู่ในงบกำไรขาดทุนเป็นภาพสะท้อนถึงต้นทุนของสินค่าและค่าบริการที่กิจการใช้ประโยชน์ไปแล้วตลอดงวดจากการดำเนินงานที่ผ่านมา ยอดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานจะมีความแตกต่างจากยอดเงินสดจ่ายตลอดงวดรอบระยะเวลาบัญชี หากพิจารณารายการค่าเสื่อมราคาซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำรขาดทุนตามเกณฑ์คงค้าง แต่เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่มีการจ่ายชำระเงินสดออกไป ดังนั้นการปรับค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์คงค้างให้เป็นค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์เงินสดจึงต้องนำเอารายการค่าเสื่อมราคา รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นเงินสดรายการอื่นๆมาหักออกจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของงบกำไรขาดทุน นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและเงินสดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานยังอาจจะมีความแตกต่างเนื่องจากประเด็นของช่วงเวลาการรับรู้ค่าใช้จ่าและเงินสดจ่ายที่เกิดขึ้นจริง การบันทึกค่าใช้จ่ายตามหลักการบัญชีจะรับรู้เมื่อสินค้าหรือบริการถูกนำมาใช้ประโยชน์ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ...

ค่ารับรองหรือค่าบริการ

ค่ารับรองหรือค่าบริการ ส่วนที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ดังนั้น ค่ารับรองที่จะหัก เป็นรายจ่ายได้ จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์กำหนดโดยกฎหระทรวงฉบับที่ 143 (แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 222 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่ม ใน 2542 เป็นต้นไป) -ค่ารับรองหรือค่าบริการนั้น ต้องเป็นค่ารับรองหรือค่าบริการอันจำเป็นตามธรรมเนียมประเพณีทางธุรกิจ ทั่วไป และบุคคลซึ่งได้รับรองหรือรับบริการ ต้องมิใช่ลูกจ้างของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเว้นแต่ลูกจ้างดังกล่าว จะมีหน้าที่เข้าร่วมในการรับรองหรือการบริการนั้นด้วย -ค่ารับรองหรือค่าบริการต้อง 1.ป็นค่าใช้จ่ายอันเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับการรับรองหรือการาบริการที่จะอำนวยประโยชน์แก่กิจการ เช่น ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่ม ค่าดูมหรศพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการกีฬา เป็นต้น หรือ 2.เป็นค่าสิ่งของที่ให้แก่บุคคลซึ่งได้รับการรับรองหรือรับบริการ ไม่เกินคนละ 2,000 บาท ในแต่ละคราวที่ มีการรับรองหรือการบริการ -จำนวนเงินค่ารับรองและค่าบริการให้นำมาหักเป็นรายจ่ายได้เท่ากับจำนวนเท่าที่ต้องจ่าย แต่รวมกันต้องไม่เกินร้อยละ 0.3 ของจำนวนเงินยอดรายได้หรือยอดขายที่ต้องนำมารวมหรือคำนวณกำไรสุทธิ ก่อนหักรายจ่ายใดในรอบระยะเวลาบัญชี หรือของจำนวนเงินทุนที่ได้รับชำระแล้วถึงวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า ทั้งนี้รายจ่ายที่จะนำมาหักได้จะต้องมีจำนวนสูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท -ค่ารับรองหรือค่าบริการนั้น ต้องมีกรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้จัดการ หรือผู้ได้รับมอบหมายจากบุคคล ดังกล่าวเป็นผู้อนุมัติหรือคำสั่งจ่ายค่ารับรองหรือค่าบริการนั้นด้วย และต้องมีใบรับหรือหลักฐานของผู้รับเงินสำหรับเงินที่จ่ายเป็นค่ารับรองหรือค่าบริการ เว้นแต่ในกรณีที่ผู้รับเงินไม่มีหน้าที่ต้องออกใบรับตามประมวลรัษฎากร ค่ารับรองหรือค่าบริการ ...

การส่งเสริมการขาย

การส่งเสริมการขาย -ภาษีเงินได้นิติบุคคล กล่าวคือ ถ้าบริษัทมีรายจ่ายเพื่อส่งเสริมกิจกรรมการขาย รายจ่ายดังกล่าว ถือเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจกรรมโดยเฉพาะ เป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ได้ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13 ) แห่งประมวลรัษฎากร -ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือ เมื่อบริษัทแจกรางวัลให้แก่ลูกค้า เพื่อส่งเสริมการข่ายนั้น เข้าลักษณะเป็นการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ( 8 ) บริษัทมีหน้าที่ต้องหัก ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 5.0 ของมูลค่ารางวัลนั้น -ภาษีมูลค่าเพิ่ม กล่าวคือ การแจกรางวัลแก่ลูกค้า เข้าลักษณะเป็นการให้บริการตาม มาตรา 77/1 ( 10 ) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทต้องเสียภาษีแห่งประมวลรัษฎากร โดยมูลค่า ของฐานภาษีที่นำมาคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้แก่ ต้นทุนสินค้าหรือค่าบริการที่ได้ซื้อมา ตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร การส่งเสริมการขาย ...

คณะกรรมการอำนวยการ

คณะกรรมการอำนวยการ (Board of Directors) จะประกอบด้วยผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของทุกคน ในกรณีที่เป็นบริษัทขนาดเล็กหรือขนาดย่อม และประกอบด้วยผู้ถือหุ้นจำนวนหนึ่งในกรณีที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ คณะกรรมการอำนวยการจะประกอบด้วย ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ กรรมการ กรรมการ กรรมการ กรรมการและเลขานุการ กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ คณะกรรมการอำนวยการ ...

ไม่ให้ใส่ความเห็น Tags:

จดทะเบียนบริษัท ใบลดหนี้ ( CREDIT NOTE )

ใบลดหนี้ ( CREDIT NOTE ) ใบ ลดหนี้ถือว่าเป็นใบกำกับภาษีอย่างหนึ่งที่ผู้ประกอบการออกให้กับผู้ซื้อ สินค้าหรือบริการ โดยจะต้องนำภาษีขายจากการประกอบกิจการดังกล่าวไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษี มูลค่าเพิ่มด้วย จะต้องเข้าเงื่อนไขดังต่อไปนี้ - เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม - มีการขายสินค้าหรือบริการโดยได้ออกใบกำกับภาษีเต็มรูป (ใบกำกับภาษีอย่างย่อจะออกใบลดหนี้ได้จะต้องมีชื่อที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้า หรือผู้รับบริการ) - หลังออกใบกำกับภาษีแล้วมีเหตุการณ์ที่ทำให้ภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าสินค้า หรือบริการลดลงไม่ว่าทั้งหมดหรือว่าบางส่วนก็ตาม อันมาจากสาเหตุดังต่อไปนี้ 1. มีการลดราคาสินค้าที่ขายหรือบริการ 2. สินค้าผิดข้อกำหนดที่ตกลงกัน 3. คำนวณราคาสินค้าหรือบริการผิดหรือสูงกว่าที่เป็นจริง 4. มีการลดราคาสินค้าหรือบริการขาดจำนวน 5. สินค้าชำรุดบกพร่อง , ไม่ตรงตามตัวอย่าง ใบลดหนี้ ( CREDIT NOTE ) ...

ไม่ให้ใส่ความเห็น Tags:

นึกว่ามาดูแลกันหน่อยนะ

http://www.acroseo.com/ http://www.car2blog.com/ http://www.car2site.com/ http://www.car2date.com/ http://www.car4mine.com/ http://www.car59.com/ http://www.car9999.com/ http://www.myseodd.com/ http://www.noocar.com/ http://www.nooseo.com/ http://www.onehotcar.com/ http://www.pipcar.com/ http://www.seobrill.com/ http://www.seoclimax.com/ http://www.seodandy.com/ http://www.seofabbo.com/ http://www.seonaja.com/ http://www.seoripper.com/ http://www.seoverywell.com/ http://www.w3car.com/ http://www.opmlworkstation.com/ http://www.labcabin.com/ ...

ไม่ให้ใส่ความเห็น Tags: , ,

ประเภทของธุรกิจ กับการจดทะเบียนบริษัท

เลือกประเภทของธุรกิจ(Types of Business) เราสามารถแบ่งการ จดทะเบียนบริษัท ตามประเภทของธุรกิจที่เป็นธุรกิจที่มุ่งแสวงหากำไรออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1. ธุรกิจบริการ (Service Businesses) เป็นธุรกิจที่มีรายได้เกิดขึ้นจากการให้บริการ ซึ่งบริการนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน เช่น สวนสนุก หอพัก กิจการรถเช่า โรงภาพยนตร์ คลินิก โรงแรม รถประจำทาง เป็นต้น 2. ธุรกิจซื้อขายสินค้า (Merchandising Businesses) หรือ ธุรกิจพาณิชยกรรม เป็นธุรกิจที่มีการดำเนินธุรกิจโดยการซื้อสินค้าเข้ามาแล้วขายสินค้านั้นออกไปในราคาที่สูงกว่าเดิม โดยไม่มีการแปรรูปหรือแปลงสภาพสินค้าแต่อย่างใด เช่น ห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ซุปเปอร์มาร์เกต บริษัทจำหน่ายรถยนต์ เป็นต้น 3. ธุรกิจอุตสาหกรรม (Manufacturing Businesses) หรือ ธุรกิจผลิตสินค้า เป็นธุรกิจที่มีการดำเนินการผลิตสินค้า คือมีการแปรรูปวัตถุดิบที่ซื้อเข้ามาเป็นสินค้าสำเร็จรูปแล้วขายออกไป ธุรกิจประเภทนี้ได้แก่ โรงงานผลิตรถยนต์ โรงงานกระเบื้อง โรงงานทอผ้า ...

จุดเริ่มต้นในการเชื่อมโยงหรือขยายธุรกิจกับธุรกิจต่างประเทศ

จุดเริ่มต้นในการเชื่อมโยงหรือขยายธุรกิจกับธุรกิจต่างประเทศ ใน ยุคโลกาภิวัฒน์การประกอบธุรกิจระหว่างประเทศได้ทวีความสำคัญมากขึ้น การมีแนวร่วมโดยเฉพาะแนวร่วมจากกิจการในต่างประเทศที่สามารถเกื้อกูลระหว่าง กันทั้งในด้านการตลาด การผลิต เทคโนโลยี การเงิน และบุคลากร ย่อมส่งผลให้เกิดความได้เปรียบในเชิงแข่งขัน การเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ย่อมเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และเป็นแรงจูงใจให้เกิดความสนใจในการเข้าร่วมลงทุนจากธุรกิจต่างชาติซึ่งจะ เกื้อหนุนให้เกิดการขยายตัวทางธุรกิจอย่างต่อเนื่องและสามารถเพิ่มความ แข็งแกร่งให้แก่บริษัทมากยิ่งขึ้น ...

ไม่ให้ใส่ความเห็น Tags: ,

แหล่งระดมเงินทุนระยะยาว

แหล่งระดมเงินทุนระยะยาว บริษัท สามารถระดมทุนจากประชาชนเพื่อนำไปใช้ เป็นเงินทุนหมุนเวียนหรือขยายธุรกิจได้โดยง่ายและรวดเร็ว ซึ่งก่อให้เกิดความได้เปรียบในด้านการแข่งขัน รวมทั้งช่วยให้มีโครงสร้างทางการเงินที่เหมาะสมต่อการดำเนินกิจการ นอกจากนี้ยังเป็นการเปิดโอกาสในการเลือกระดมทุนผ่านการออกหลักทรัพย์ประเภท อื่นๆ ได้ง่ายขึ้นภายหลังการเข้าจดทะเบียน เช่น หุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพ เป็นต้น ...

ไม่ให้ใส่ความเห็น Tags: ,

การสร้างความรับผิดชอบและการบริหารแบบมืออาชีพ

การสร้างความรับผิดชอบและการบริหารแบบมืออาชีพ การ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะมีส่วนช่วยกระตุ้นให้บริษัทบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรัดกุมมากขึ้นเนื่องจากบริษัทจะอยู่ในความสนใจของผู้ลงทุนโดยมีราคาหุ้น ของบริษัทเป็นตัวสะท้อนความเชื่อมั่นของสาธารณชนที่มีต่อกิจการในระดับหนึ่ง ในขณะเดียวกันการเข้าจดทะเบียนก็จะเป็นเครื่องมือ ในการกำกับดูแลการบริหารกิจการให้เป็นไปในทิศทางที่ควรจะเป็น ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพตลอดจนเพิ่มพูนประสิทธิผลในการประกอบธุรกิจ อันจะเป็นผลประโยชน์แก่ทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทโดยรวม ...

ไม่ให้ใส่ความเห็น Tags: , ,

ความแตกต่างระหว่างบริษัทกับห้างหุ้นส่วน

รับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน กิจการห้างหุ้นส่วนจำกัด (Partnership) เป็นรูปแบบของการดำเนินธุรกิจที่มีบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปมาร่วมกันจัดตั้งกิจการ โดยเป็นเจ้าของกิจการร่วมกัน มีสัญญาเข้าเป็นหุ้นส่วนกัน และแบ่งผลกำไรกัน ซึ่งเจ้าของกิจการห้างหุ้นส่วนจะถูกเรียกว่า “ผู้เป็นหุ้นส่วน” ในการบริหารงานของกิจการจะกำหนดให้หุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งเป็นผู้บริหารงาน ซึ่งจะเรียกว่าหุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนมี 2 ประเภท คือ ห้างหุ้นส่วนสามัญ (Unlimited Partnership) ซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนประเภทที่ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกันเพื่อหนี้สินทั้งปวงของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญนี้จะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหรือไม่ก็ได้ กับห้างหุ้นส่วนจำกัด (Limited Partnership) คือ ห้างหุ้นส่วนประเภทที่มีหุ้นส่วนบางคนรับผิดชอบเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนรับจะลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนนั้นเท่านั้น ซึ่งห้างหุ้นส่วนจำกัดนี้จะต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล กิจการในรูปแบบของห้างหุ้นส่วนนี้จะแหล่งเงินทุนได้ง่ายกว่ากิจการเจ้าของคนเดียว เนื่องจากมีจำนวนเจ้าของมากกว่า แต่หากมีกำไร กำไรนั้นก็ต้องแบ่งให้กับหุ้นส่วนทุกคน หากขาดทุนก็จะต้องรับผิดชอบผลขาดทุนและหนี้สินของกิจการร่วมกันทุกคน บริษัทจำกัด (Limited Company) เป็นรูปแบบของการดำเนินธุรกิจที่จัดตั้งขึ้นด้วยการแบ่งเงินทุนเป็นหุ้นมีมูลค่าเท่า ๆ กัน ผู้ถือหุ้นซึ่งก็คือเจ้าของกิจการต้องรับผิดจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ตนถือ บริษัทจะถูกบริหารงานโดยคณะกรรมการบริษัท ซึ่งที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเป็นผู้แต่งตั้ง โดยที่คณะกรรมการบริหารบริษัทนั้นมาจากผู้ถือหุ้นหรือไม่ก็ได้ ดังนั้นในบริษัทจำกัดจึงมีการแยกระหว่างเจ้าของกิจการกับผู้บริหารงาน นั่นก็คือ ผู้ถือหุ้นมิได้บริหารงานเองโดยตรง แต่มอบหมายให้คณะกรรมการเป็นผู้บริหารงานแทน เมื่อจดทะเบียนแล้ว บริษัทจะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากผู้ถือหุ้น ซึ่งกิจการในรูปแบบบริษัทจำกัดนี้จะหาแหล่งเงินทุนได้ง่าย เนื่องจากมีผู้ถือหุ้นอยู่เป็นจำนวนมาก และการบริหารงานก็คล่องตัว ผู้บริหารก็มักจะเป็นมืออาชีพในการบริหารธุรกิจ หากบริษัทมีกำไร เจ้าของกิจการซึ่งเรียกว่า “ผู้ถือหุ้น” จะได้รับผลตอบแทนในรูปของเงินปันผล รับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน รับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน รับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน ...

บัญชีต้นทุน

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการบัญชีต้นทุน ความหมายและวัตถุประสงค์การบัญชีต้นทุน การบัญชีต้นทุน (Cost Accounting) จัดเป็นวิธีการทางบัญชีที่ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลทางด้านต้นทุนของธุรกิจ ประเภทอุตสาหกรรม โดยมีวัตถุประสงค์พื้นฐานในการจัดทำรายงานทางการเงินตลอดจนวิเคราะห์ และจำแนกข้อมูลเพื่อใช้ในการบริหารต้นทุน (Cost Management) ตามความต้องการของผู้บริหาร ในปัจจุบันนี้ไม่ใช่แต่กิจประเภทอุตสาหกรรมเท่านั้น ที่จะต้องใช้วิธีการทางบัญชีหรือข้อมูลของบัญชีต้นทุน แต่ยังมีธุรกิจอีกหลายประเภท เช่น โรงแรม โรงพยาบาล โรงเรียน มหาวิทยาลัย ธนาคาร บริษัทเงินทุน บริษัทสายการบิน และกิจการอื่น ๆ อีกมากมายที่ได้มีการนำวิธีการบัญชีต้นทุนไปประยุกต์ใช้เพื่อการตัดสินใจของผู้บริหาร ...

หนังสือมอบอำนาจ ระวัง ! ในการทำหนังสือมอบอำนาจ

หนังสือมอบอำนาจ กับ ข้อควรระวังในการทำหนังสือมอบอำนาจ การทำหนังสือมอบอำนาจ หรือการจะมอบอำนาจให้ใคร ควรระบุเรื่องและอำนาจจัดการให้ชัดเจนว่า มอบอำนาจให้ทำอะไร เช่น ซื้อขาย จำนอง และ ฯลฯ ถ้ามีเงื่อนไขพิเศษเพิ่มเติมก็ให้ระบุไว้ด้วยควรทำสำเนาโดยการถ่ายเอกสาร จากหนังสือมอบอำนาจนั้นด้วย … ...

ไม่ให้ใส่ความเห็น Tags:

หนังสือมอบอำนาจ

02.02.2010 · Posted in การมอบอำนาจ

หนังสือมอบอำนาจ การมอบอำนาจคืออะไร การมอบอำนาจคือ การที่บุคคลหนึ่งเรียกว่า ตัวการ มอบให้บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่า ตัวแทน มีอำนาจทำการแทน หรือการกระทำนั้นมีผลทาง กฎหมายเสมือนว่าตัวการทำด้วยตนเอง การมอบอำนาจเพื่ออะไร หากบุคคลไม่สามารถไปกระทำการใดๆได้ด้วยตนเอง เช่น การจัดการ จะต้องทำอย่างไร -อาจทำหนังสือมอบอำนาจ หรือใบมอบอำนาจเพื่อให้บุคคลอื่นเป็น “ตัวแทน” ไปกระทำการแทนได้โดย หนังสือมอบอำนาจนี้ให้ทำเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อเก็บไว้เก็บหลักฐาน การมอบอำนาจทำอย่างไร -การมอบอำนาจให้ทำกิจการใด ที่กฎหมายกำหนดว่าต้องทำเป็นหนังสือการมอบอำนาจให้ทำกิจการนั้น ก็ต้องทำเป็นหนังสือ ตัวอย่างเช่น การจัดการเกี่ยวกับที่ดินกฎหมายกำหนดว่าต้องทำเป็นหนังสือ ฉะนั้นการมอบอำนาจให้ดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับสิทธิในที่ดินก็ต้องทำเป็นหนังสือด้วย โดยจะใช้แบบพิมพ์ของกรมที่ดินหรือไม่ก็ได้ ทั้งนี้ต้องมีสาระครบถ้วน แต่เพื่อความสะดวก ควรใช้แบบพิมพ์ของกรมที่ดินโดยผู้นั้นจะต้องทำหลักฐานการมอบอำนาจเป็นหนังสือให้ผู้ไปทำการแทน ข้อควรระวังในการทำหนังสือมอบอำนาจ มีอะไรบ้าง -ให้ระบุเรื่องและอำนาจจัดการให้ชัดเจนว่า มอบอำนาจให้ทำอะไร เช่น ซื้อขาย จำนอง ฯลฯ ถ้ามีเงื่อนไขพิเศษเพิ่มเติมก็ให้ระบุไว้ด้วย -อย่ากรอกข้อความให้ต่างลายมือและใช้น้ำหมึกต่างสีกันถ้าใช้เครื่องพิมพ์ดีดก็ต้องเป็นเครื่องเดียวกัน ถ้ามีการขูดลบ ตกเติม แก้ไข ขีดฆ่า ให้ระบุว่า ขีดฆ่าตกเติมกี่คำ และผู้มอบอำนาจต้องลงลายมือชื่อกำกับไว้ด้วยทุกครั้ง -อย่าลงลายมือชื่อผู้มอบอำนาจ ก่อนกรอกข้อความครบถ้วน และถูกต้องตามความประสงค์แล้วหรืออย่าลงชื่อในกระดาษเปล่าซึ่งยังมิได้กรอกข้อความเป็นอันขาด -ให้มีพยานอย่างน้อย 1 คน ถ้าผู้มอบอำนาจพิมพ์ลายนิ้วมือต้องมีพยาน 2 คน พยานต้องเซ็นชื่อเท่านั้น จะใช้วิธีพิมพ์ลายนิ้วมือไม่ได้ ความรับผิดชอบของ ตัวการ และตัวแทนเป็นอย่างไร ตัวการย่อมมีผลผูกพันต่อบุคคลภายนอกในการกระทำการใดๆที่ตัวแทนได้ทำไป ตามที่ตัวการได้มอบหมายให้ทำ หนังสือมอบอำนาจ ...

สินค้าคงเหลือคืออะไร

สินค้าคงเหลือ (Merchandise Inventory) เป็นสินทรัพย์หมุนเวียนประเภทหนึ่งในธุรกิจที่ซื้อสินค้ามาจำหน่ายของคงเหลือ คือสินค้าสำเร็จรูปหรือสินทรัพย์ที่ธุรกิจเป็นเจ้าของและมีไว้เพื่อขายแก่ลูกค้าในอนาคต ในธุรกิจที่ทำการผลิตสินค้าของคงเหลือจะประกอบด้วยสินค้าสำเร็จรูป สินค้าระหว่างทำ (Goods in process) วัตถุดิบ (Raw material) และ วัสดุโรงงาน (Factory supply) การกำหนดราคาสินค้าคงเหลือ มีความสำคัญต่อการคำนวนณต้นทุนขายซึ่งจะนำไปหักจากรายได้ค่าขายในงวดบัญชีนั้นๆ ซึ่งจะทำให้ทราบว่าธุรกิจมีกำไรขั้นต้นจากการขายสินค้าเท่าใด ตลอดจนการแสดงราคาสินค้าคงเหลือที่ปรากฏเป็นสินทรัพย์ในงบดุล สำหรับธุรกิจที่ผลิตสินค้าจำหน่ายเองราคาทุนของสินค้าที่ผลิตจะประกอบด้วยต้นทุนวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต ค่าแรงงานโดยตรง และค่าใช้จ่ายโรงงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้า ...

นักบัญชีมีหน้าที่ทำอะไร

นักบัญชีมีหน้าที่เฉพาะด้าน คือ การบัญชีทั่วไป (Genneral Accounting) ได้แก่ การจดบันทึกรายการ การเตรียมรายงานการเงินและรายการอื่นๆ ที่จะให้ประโยชน์แก่ฝ่ายจัดการ เจ้าหนี้ เจ้าของ และองค์การรัฐบาล นักบัญชีจะเป็นผู้ควบคุมการลงบัญชีและจัดทำรายงาน การบัญชีต้นทุน (Cost Accounting) ได้แก่ การกำหนดและการควบคุมต้นทุนของสินค้าและบริการที่ผลิต ผู้ทำบัญชีต้นทุนจะต้องสามารถรวบรวมและชี้แจงต้นทุนสินค้าและบริการที่เกิดขึ้นจริงเพื่อประโยชน์ต่อฝ่ายจัดการในการควบคุมและวางแผนต่อไป การบัญชีการเงิน (Financial Accounting) ได้แก่ การบันทึกรายการของธุรกิจในรอบระยะเวลาหนึ่งและสรุปผลในรูปรายงานการเงิน การบัญชีงบประมาณ (Budgetary Accounting) ได้แก่ การวางแผนเกี่ยวกับการดำเนินงานการผลิตและการเงินไว้ล่วงหน้า การบัญชีจัดการ (Management Accounting) ได้แก่ การบัญชีที่เกี่ยวกับการใช้ข้อมูลในอดีตและที่ประมาณขึ้น การบัญชีภาษี (Tax Accounting) นักบัญชีต้องมีความรู้ในด้านการคำนวณภาษี การเตรียม ภงด. และกฎหมายภาษี การวางระบบบัญชี (Accounting System) การสอบบัญชี (Auditing) การบัญชีกิจการมิได้มุ่งหวังกำไร (Not-for-profit accounting) การบัญชีของกิจการประเภทนี้จะปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายและข้อปฏิบัติของสถาบันนั้น ...

อาชีพของนักบัญชี คืออะไร

อาชีพของนักบัญชีมีหลายประเภท ได้แก่ การบัญชีสาธารณะ (Public Accounting) การบัญชีส่วนบุคคล (Private Accounting) การบัญชีส่วนราชการ (Governmental Accounting) การบัญชีสาธารณะ คือ การบัญชีของนักบัญชีที่ทำงานอิสระไม่เป็นลูกจ้างของธุรกิจใด รับจ้างทำงานด้านการบัญชีทั่วไปโดยจัดตั้งสำนักงานเพื่อประกอบอาชีพเหมือนกับการประกอบอาชีพของแพทย์ ทนายความ สถาปนิก วิศวกร เป็นต้น ...

กระดาษทำการ คืออะไร

กระดาษทำการ (Work Sheet) คือ แบบฟอร์มที่รวบรวมข้อมูลที่จำเป็นในการจัดทำงบการเงินมาไว้ที่เดียวกัน กระดาษทำการเป็นเครื่องมือสำคัญในการปรับปรุงรายการตอนสิ้นงวดก่อนปิดบัญชี ดังนั้นกระดาษทำการจะจัดทำขึ้นภายหลังที่ได้จดบันทึกรายการต่าง ๆ ของธุรกิจในบัญชีครบถ้วนแล้วแต่ยังไม่ได้ลงรายการปรับปรุงและปิดบัญชี กระดาษทำการแบ่งออกเป็นช่องต่าง ๆ 5 ช่อง คือ งบทดลอง (ก่อนปรับปรุงรายการ) รายการปรับปรุง งบทดลองหลังปรับปรุงรายการ งบกำไรขาดทุน งบดุล ในธุรกิจขนาดเล็กอาจไม่จำเป็นต้องใช้กระดาษทำการเนื่องจากมีรายการทางบัญชีไม่มากนัก แต่ธุรกิจขนาดใหญ่จำเป็นต้องใช้กระดาษทำการเพื่อช่วยในการปรับปรุงรายการและจัดทำงบการเงิน อย่างไรก็ดีกระดาษทำการไม่ถือเป็นส่วนหนึ่งของการบันทึกบัญชี ...

งบทดลอง หมายถึงอะไร

งบทดลอง หมายถึงอะไร งบทดลอง (Trial Balance) หมายถึง งบที่ทำขึ้นเพื่อแสดงยอดคงเหลือของบัญชีต่าง ๆทุกบัญชีของกิจการ โดยรวบรวมบัญชีที่มียอดดุลเดบิตไว้พวกหนึ่ง และบัญชีที่มียอดดุลเครดิตไว้อีกพวกหนึ่ง ยอดรวมของบัญชีที่มียอดดุลเดบิตต้องเท่ากับยอดรวมของบัญชีที่มียอดดุลเครดิต งบทดลองประกอบด้วยรายการต่าง ๆ ดังนี้ - หัวของงบ คือ ชื่อกิจการ - ชื่องบทดลอง - วันที่ทำงบทดลอง - ชื่อบัญชี, เลขที่บัญชี, ช่องจำนวนเงินเดบิต, เครดิต ปกติยอดรวมจำนวนเงินด้านเดบิตและเครดิตของงบทดลองจะต้องเท่ากัน ซึ่งเรียกว่างบทดลองลงตัว แต่การที่งบทดลองลงตัวไม่ได้หมายความว่าการบันทึกบัญชีจะถูกต้องทั้งหมด ...

ความหมายของสมุดรายวัน

สมุดรายวัน (Journal) หมายถึง สมุดลงรายการเบื้องต้นใช้บันทึกรายการค้าที่เกิดขึ้นทั้งหมดของธุรกิจโดยเรียงลำดับตามรายการเกิดขึ้นก่อนหลัง สมุดรายวันเป็นสมุดที่นำมาประกอบกับบัญชีแยก ประเภท สมุดรายวัน แบ่งเป็น 2 ประเภท 1. สมุดรายวันทั่วไป (General Journal) หมายถึง สมุดรายวันที่ใช้บันทึกรายการค้าต่างๆ ที่ไม่สามารถนำไปลงสมุดรายวันเฉพาะได้ 2. สมุดรายวันเฉพาะ (Special Journal) หมายถึง สมุดรายวันที่ใช้บันทึกรายการเรื่องใดเรื่องหนึ่งเฉพาะ กิจการที่มีรายการค้าเกิดขึ้นจำนวนมากและรายการซ้ำกันควรมีสมุดรายวันเฉพาะหลาย ๆเล่ม เช่น สมุดรายวันซื้อ, ขาย, เงินสดรับ, เงินสดจ่าย ...

ใบกำกับภาษี คืออะไร

ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) คือ เอกสารที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มออกให้แก่ผู้ซื้อทุกครั้งที่มีการขายสินค้าหรือให้บริการ โดยต้องจัดทำใบกำกับภาษีเป็น 2 ฉบับ ต้นฉบับส่งมอบให้ผู้ซื้อ ส่วนสำเนาผู้ประกอบการต้องเก็บไว้เป็นหลักฐานประกอบการลงบัญชี ใบกำกับภาษีแบ่งเป็น 2 ชนิด - ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแบบ - ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ...

ภาษีมูลค่าเพิ่มคืออะไร

ภาษีมูลค่าเพิ่มคืออะไร ภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ ภาษีที่เก็บจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการ เฉพาะจากมูลค่าส่วนที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ในแต่ละขั้นตอนการผลิตซึ่งยังไม่เคยเสียภาษีมาก่อน การคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มต้องชำระให้กับทางการ คำนวณโดยการนำเอาภาษีที่ตนได้ชำระไปในการซื้อวัตถุดิบมาใช้ในการประกอบการตามที่ปรากฎในใบกำกับภาษีที่ผู้ขายออกให้มาเครดิตออกจากภาษีขายที่ตนเรียกเก็บ คือ ภาษีที่ต้องชำระ = ภาษีขาย – ภาษีซื้อ ภาษีขาย คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการได้เรียกเก็บหรือพึงเรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ เมื่อขายสินค้าหรือให้บริการ ภาษีซื้อ คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการได้จ่ายให้แก่ผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ...

สินค้าคงเหลือหมายถึงอะไร

ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 31สินค้าคงเหลือ หมายถึง ทรัพย์สินซึ่ง - มีไว้เพื่อขายตามลักษณะการประกอบธุรกิจโดยปกติ - อยู่ในระหว่างกระบวนการผลิตเพื่อให้เป็นสินค้าสำเร็จรูปเพื่อขาย - มีไว้เพื่อใช้ในการผลิตสินค้าหรือบริการ ความหมายอย่างย่อในงบการเงิน สินค้าคงเหลือ (Inventories) หมายถึง สินค้าสำเร็จรูป งานหรือสินค้าระหว่างทำ วัตถุดิบและวัสดุที่ใช้ในการผลิตเพื่อขายหรือให้บริการตามปกติของบริษัท การตีราคาสินค้าคงเหลือ (Inventory Valuation) 1. วิธีเข้าก่อน-ออกก่อน 2. วิธีเข้าหลัง-ออกก่อน 3. วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก 4. วิธีเฉพาะเจาะจง ...

นิยามของสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของ

นิยามของสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของกิจการ (ทรัพย์สิน หนี้สิน และทุน) สินทรัพย์ (Assets) คือ ทรัพยากรในความควบคุมของกิจการ ซึ่งกิจการคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากทรัพยากรในอนาคต หนี้สิน (Liabilities) คือ ภาระผูกพันในปัจจุบันของกิจการ ซึ่งการชำระภาระผูกพันนั้น คาดว่าจะส่งผลให้กิจการสูญเสียทรัพยากรที่มีประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ ส่วนของเจ้าของ (Equity) คือ ส่วนได้เสียคงเหลือในสินทรัพย์ของกิจการหลังจากหักหนี้สินออกแล้ว ส่วนของเจ้าของอาจเรียกอีกอย่างว่า สินทรัพย์สุทธิ (Net Assets) ดังสมการบัญชีนิยามของสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของ ...

เอกลักษณ์ของงบการเงิน

ตามมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 35 งบการเงินจะต้องมีการระบุชื่อไว้อย่างชัดเจน และแยกออกจากข้อมูลอื่น ๆ กิจการต้องระบุชื่อส่วนประกอบของงบการเงินแต่ละส่วนอย่างชัดเจน และต้องแสดงข้อมูลทุกข้อต่อไปนี้ อย่างชัดเจน 1. ชื่อของกิจการที่แสดงรายงาน 2. การระบุว่างบการเงินนั้นเป็นงบการเงินของกิจการใด 3. วันที่ในงบดุล หรือรอบระยะเวลาของงบการเงิน 4. สกุลเงินที่ใช้รายงานตามที่กำหนดในมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 30 (เรื่อง ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ) 5. จำนวนหลักที่ใช้ในการแสดงตัวเลขในงบการเงิน ...

งบการเงินคืออะไร

งบการเงิน คือ รายงานสถานะทางการเงินของกิจการ ไม่ว่าจะเป็นรายงานโดยงบดุล, งบกำไรขาดทุน หรืองบกระแสเงินสด งบการเงิน เป็นงานขั้นสุดท้ายในการจัดทำบัญชี มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 35 (ปรับปรุง 2550 ) กำหนดไว้ว่า งบการเงินที่สมบูรณ์ต้องประกอบด้วย - งบดุล (BALANCE SHEET) - งบกำไรขาดทุน ( PROFIT AND LOSSES STATEMENT ) - งบแสดงการเปลี่ยนแปลงในส่วนของเจ้าของ ( CHANGES IN EQUITY STATEMENT) - งบกระแสเงินสด ( CASH FLOWS STATEMENT ) - หมายเหตุประกอบงบการเงิน ( NOTES TO FINANCIAL STATEMENT ) ...

ความหมายของ ภาษีอากร

ภาษีอากร คืออะไร ภาษีอากร คือ เงินที่รัฐบาลบังคับเก็บจากผู้บริโภค เพื่อนำไปใช้ในกิจการของรัฐบาล โดยไม่มีผลตอบแทนโดยตรงแก่ผู้เสียภาษี ประเภทของภาษีอากร - ภาษีสรรพากร ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรสแตมป์ - ภาษีสรรพาสามิต คือ ภาษีจากสินค้าและบริการบางรายการที่ผลิตในประเทศ รวมทั้งนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น สุรา ยาสูบ และสถานบริการ - ภาษีศุลกากร คือ ภาษีที่เก็บจากสินค้าที่นำเข้าและส่งออกจากต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันใช้คำว่า “ อากร “ - ภาษีท้องถิ่น คือ ภาษีที่ราชการส่วนท้องถิ่นเรียกเก็บเพื่อนำไปพัฒนาท้องถิ่นนั้น ๆ เช่น ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีป้าย ...

สำนักงานบัญชีตัวแทน

สำนักงานบัญชีตัวแทน คือ สำนักงานบัญชีที่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมสรรพากรให้สามารถยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษี หรือดำเนินการอื่นใดตามที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดในนามของผู้มีหน้าที่เสียภาษี ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทางเว็บไซต์ของกรมสรรพากร โดย สำนักงานบัญชีดังกล่าวจะต้องมีคุณสมบัติตามที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดตามประกาศกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดคุณสมบัติ การขออนุญาต การออกใบอนุญาต การต่ออายุใบอนุญาต และการขอออกใบแทนใบอนุญาตเป็นสำนักงานบัญชี ตัวแทนยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีหรือดำเนินการอื่นใดตามที่อธิบดีกำหนดในนามของผู้มีหน้าที่เสียภาษีผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทางเว็บไซต์ของกรมสรรพากร ลงวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2546 ซึ่งท่านสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้โดยเข้าเว็บไซต์กรมสรรพากร เลือกหัวข้ออ้างอิง แล้วเลือกประกาศกรมสรรพากรดังกล่าว สำหรับสำนักงานบัญชีทั่วไป ที่ไม่ใช่สำนักงานบัญชีตัวแทนที่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมสรรพากรให้เป็นสำนักงานบัญชีตัวแทนจะไม่สามารถยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษี หรือดำเนินการอื่นใดตามที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดในนามของผู้มีหน้าที่เสียภาษีผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทางเว็บไซต์ของกรมสรรพากร ...

ระบบบัญชีเดี่ยว หมายถึง

ระบบบัญชีเดี่ยว เป็นวิธีการบันทึกบัญชีเพียงด้านเดียวเท่านั้นคือ ด้านเดบิตหรือด้านเครดิต ระบบบัญชีเดี่ยวนี้จะบันทึกเฉพาะ รายการในบัญชีเงินสด หรือ บัญชีที่สำคัญบางบัญชี เช่น บัญชีลูกหนี้หรือบัญชีเจ้าหนี้เท่านั้น โดยไม่ได้ใช้การบันทึกรายการ ตามระบบบัญชีคู่ที่ต้องบันทึกรายการบัญชีทั้งด้านเดบิตและเครดิต การบันทึกบัญชีตามระบบบัญชีเดี่ยวนี้นิยมใช้ในกิจการ ขนาดเล็กที่เจ้าของเป็นผู้ควบคุมและจดบันทึกเอง สำหรับธุรกิจขนาดย่อมขึ้นไปไม่ควรนำระบบบัญชีเดี่ยวมาใช้ เนื่องจากจะมี ปัญหาในการเก็บรวบรวมข้อมูล การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลทางการบัญชี และการจัดทำงบการเงิน ...

ระบบบัญชีคู่ หมายถึง

ระบบบัญชีคู่ เป็นวิธีการที่ใช้ปฏิบัติในการบันทึกรายการบัญชีต่าง ๆ ประกอบด้วยรายการในสมุดรายวันทั่วไป รายการในสมุดบัญชี แยกประเภท ตลอดจนเอกสารหลักฐาน การบันทึกเหล่านี้มีระบบการและประเพณีปฏิบัติต่าง ๆซึ่งอาจใช้ได้กับทั้งกิจการขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ ทั้งนี้เพื่อวัตถุประสงค์ที่จะทำให้สามารถเสนอรายงานทางการเงินได้ถูกต้องตามที่ควร และทันต่อเหตุการณ์การ บันทึกบัญชีตามระบบบัญชีคู่แต่ละรายการจะเกี่ยวข้องกับบัญชีสองด้าน คือบันทึกด้านเดบิตบัญชีหนึ่งและบันทึกด้านเครดิต ในอีกบัญชีหนึ่งด้วยจำนวนเงินที่เท่ากัน และจะมีผลทำให้เกิดดุลขึ้นในตัวเอง และในขณะเดียวกันก็จะทำให้ผลรวมของยอดบัญชี ที่เกิดจากทุกรายการรวมกันแล้วได้ค่าเป็นศูนย์ นั่นก็คือ ผลรวมของยอดดุลเดบิตเท่ากับผลรวมยอดดุลเครดิต การจัดทำรายละเอียด ของยอดบัญชีต่าง ๆ ประกอบกันเป็นยอดรวมทั้งสิ้น เรียกว่า งบทดลอง(สมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศ ไทย 2538:d-4) ...

การบันทึกบัญชีจะใช้หลักระบบบัญชีคู่

การบันทึกบัญชีจะใช้หลักระบบบัญชีคู่ ดังนั้นรายการค้าทุกรายการต้องบันทึกโดยเดบิตบัญชีหนึ่ง และเครดิตอีกบัญชีหนึ่ง ด้วยจำนวนเงินที่เท่ากันเสมอ เรียกว่า บัญชีนั้นได้ดุลกัน แต่ในบางครั้งรายการค้าที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันมีหลายบัญชี อาจบัญชี อาจบันทึกบัญชีโดยเดบิตหรือเครดิตบัญชีหลายบัญชีรวมกันได้ เรียกว่า การรวมรายการ แต่จำนวนเงินรวมของเดบิตและเครดิต จะต้องเท่ากันเสมอ นอกจากนั้นเมื่อบันทึกรายการค้าเรียบร้อยแล้วยอดคงเหลือของแต่ละบัญชีที่มียอดดุลเดบิต เมื่อนำมารวมกัน จะเท่ากับยอดคงเหลือของแต่ละบัญชีที่มียอดดุลเครดิต ซึ่งเป็นไปตามหลักสมการบัญชีที่ว่า สินทรัพย์ เท่ากับ หนี้สินและทุนรวมกัน ...

หลักการบันทึกบัญชีตามระบบบัญชีคู่

หลักการบันทึกบัญชีตามระบบบัญชีคู่ การบันทึกบัญชีตามระบบบัญชีคู่ของแต่ละหมวดบัญชี การบันทึกบัญชีตามระบบบัญชีคู่ของแต่ละหมวดบัญชี มีหลักดังนี้ ...

หมวดบัญชีสินทรัพย์

หมวดบัญชีสินทรัพย์ รายการค้าใดที่วิเคราะห์แล้วมีผลทำให้สินทรัพย์เพิ่มขึ้นจะบันทึกไว้ทางด้านเดบิต ส่วนรายการค้าใดที่ วิเคราะห์แล้วมีผลทำให้สินทรัพย์ลดลงจะบันทึกไว้ทางด้านเครดิต ...

หมวดบัญชีหนี้สิน

หมวดบัญชีหนี้สิน รายการค้าใดที่วิเคราะห์แล้วมีผลทำให้หนี้สินเพิ่มขึ้นจะบันทึกไว้ทางด้านเครดิต ส่วนรายการค้าใดที่ วิเคราะห์แล้วมีผลทำให้หนี้สินลดลงจะบันทึกไว้ทางด้านเดบิต ...

หมวดบัญชีทุน

หมวดบัญชีทุน รายการค้าใดที่วิเคราะห์แล้วมีผลทำให้ทุนเพิ่มขึ้นจะบันทึกบัญชีไว้ทางด้านเครดิตส่วนรายการค้าใดที่ วิเคราะห์แล้วมีผลทำให้ทุนลดลงจะบันทึกไว้ทางด้านเดบิต ...

หมวดบัญชีรายได้

หมวดบัญชีรายได้ จากการวิเคราะห์สมการบัญชี ถ้าบัญชีรายได้เพิ่มขึ้นมีผลทำให้บัญชีทุนเพิ่ม ดังนั้นการวิเคราะห์ยึดตาม หลักหมวดบัญชีทุน กล่าวคือ ถ้ารายได้เพิ่มขึ้นจะบันทึกบัญชีด้านเครดิต ถ้ารายได้ลดลงจะบันทึกบัญชี ทางด้านเดบิต ...

หมวดบัญชีค่าใช้จ่าย

หมวดบัญชีค่าใช้จ่าย ถ้าบัญชีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมีผลทำให้บัญชีทุนลดลงดังนั้นหลักการวิเคราะห์ยึดตามหลัก หมวดบัญชีทุนเช่นกัน กล่าวคือ ถ้าค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจะบันทึกทางด้านเดบิตถ้าค่าใช้จ่ายลดลงจะบันทึกทางด้านเครดิต ...

หมวดบัญชีมีกี่หมวด

การจัดหมวดหมู่บัญชีโดยแยกประเภทออกเป็น 5 หมวดบัญชี ดังนี้ 1. สินทรัพย์ ใช้หมวดบัญชีแทนด้วยเลข 2. หนี้สิน ใช้หมวดบัญชีแทนด้วยเลข 3. ส่วนของเจ้าของ หรือทุน ใช้หมวดบัญชีแทนด้วยเลข 4. รายได้ ใช้หมวดบัญชีแทนด้วยเลข 5. ค่าใช้จ่าย ใช้หมวดบัญชีแทนด้วยเลข ...

สมการบัญชี

จากงบดุล ยอดรวมของสินทรัพย์ จะเท่ากับยอดรวมของหนี้สินและส่วนของเจ้าของเสมอ ไม่ว่ากิจการจะมีรายการค้าเกิดขึ้นหรือ เปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบใดก็ตาม เมื่อพิจารณาทางด้านสินทรัพย์จะเป็นการแสดงถึงสิ่งที่กิจการเป็นเจ้าของ ส่วนทางด้านหนี้สิน และส่วนของเจ้าของจะเป็นการแสดงถึงแหล่งที่มาของเงินลงทุนของกิจการว่ามาจากเจ้าหนี้และเจ้าของกิจการเป็นจำนวนเท่าใด ในแต่ละกลุ่ม ดังนั้นสินทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้รวมกับสิทธิเรียกร้องของส่วนเจ้าของ จึงเท่ากับสินทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ ซึ่งแสดงออกมาเป็น สมการบัญชี ได้ดังนี้ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ : (Assets) =(Liabilities)+ (Owers’ equity) ...

บัญชีแยกประเภท

บัญชีแยกประเภท ได้แก่ บัญชีแยกประเภทสินทรัพย์ หนี้สิน ส่วนของเจ้าของ รายได้และค่าใช้จ่าย มี 2 แบบ คือ แบบตัว T และแบบแสดงยอดคงเหลือ ...

หลักบัญชีคู่

หลักบัญชีคู่ การบันทึกบัญชีใช้หลัก “ทุกๆ เดบิต จะต้องบันทึกเท่ากับในทุกๆ เครดิต บัญชีแยกประเภทจะต้องนำมาจัดให้เป็น หมวดหมู่ โดยเรียงจาก สินทรัพย์ หนี้สิน ส่วนของเจ้าของ รายได้และค่าใช้จ่าย โดยให้นำหมายเลขมากำกับ เรียกว่า ผังบัญชี ...

วิธีบันทึกรายการทางบัญชี เดบิต-เครดิต

หลักการเดบิตเครดิตรายการทางบัญชี (อย่างง่ายๆ) สำหรับผู้ไม่รู้บัญชีมาก่อน ผู้เรียนบัญชีเรื่องการเดบิต-เครดิตรายการค้าก็เป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับคนที่ไม่ได้เรียนบัญชีมา ถ้าต้องมาลงรายการทางบัญชีว่าเดบิตอะไร เครดิตอะไร คงเป็นเรื่องยาก แล้วมีความจำเป็นหรือไม่? จริงๆ แล้วไม่รู้ก้ไม่เป็นไรครับ แต่ถ้ารู้ก็จะเป็นการช่วยให้เราเข้าใจหลักการทางบัญชีมากขึ้น และลงรายการที่ซับซ้อนมาขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งนักบัญชีมาช่วยลงรายการให้ หลักการการลงรายการทางบัญชี ถ้าเอาตามทฤษฎีแล้วคงจะต้องเรียนกันเป็นเดือน และคนที่สนใจจริงๆ ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ผู้เขียนเริ่มต้นคล้ายๆ กับหลายๆ คนที่ไม่เข้าใจวิธีการลงบัญชีมาก่อน ก็อาศัยการคลุกคลีที่ต้องเกี่ยวข้องกับบัญชีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ผมต้องหาหลักการในการลงบัญชีที่ง่ายต่อความเข้าใจ และสามารถที่จะทำให้คนอื่นเข้าใจได้อย่างง่ายๆ ได้ด้วย ผมมีโจทย์ว่า ถ้าขายของได้เงินสดมา 1000 บาท เราจะลงรายการทางบัญชีอย่างไร? มาดูความหมายของเดบิต และเครดิตกันก่อนดีไหมครับ เดบิต คือ รายการทางบัญชีที่อยู่ทางด้านซ้ายของสมุดรายวัน เครดิต คือ รายการทางบัญชีที่อยู่ทางด้านขวาของสมุดรายวัน คำตอบเหมือนกำปั้นทุบดินเลยครับ แต่ความหมายเป็นแบบนี้จริงๆ ตอนนี้คุณก็คงจะรู้แล้วว่า ความหมายของเดบิตและเครดิต ไม่ได้ช่วยให้เราเข้าใจอะไรเลย แต่จริงๆ แล้วอย่างน้อยก็ให้เรารู้ครับว่า “เดบิต” อยู่ด้านซ้าย และ “เครดิต” อยู่ด้านขวา จากโจทย์ที่ให้ไว้ ขายของเป็นเงินสด 1000 บาท ผมให้คุณยึดหลักการที่ว่า “อะไรก็ตามที่เราได้รับ คือ เดบิต อะไรที่ออกจากเรา คือ เครดิต” คุณขายของคุณได้อะไรครับ ใช่ครับ ...

กลยุทธ์ 10 ประการในการวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ในหนังสือพ่อรวยสอนลูกมีตอนหนึ่งที่กล่าวว่า “คนรวยเสียภาษีน้อย คนจนเสียภาษีมาก” ผู้เขียนเห็นว่าเรื่องนี้มีมูลความจริงเพราะว่าผู้ที่รู้จักการวางแผนภาษีก็คือ คนที่มีเงิน จึงสามารถหาทางที่จะลดภาระภาษีของตนเองลงได้ ในการลดภาระภาษีของตนเองลงนั้น ผู้อ่านสามารถทำได้โดยการซื้อหนังสือมาศึกษาหรือเข้าฟังอบรมและนำมาวางแผนภาษี แต่ผู้เขียนเห็นว่าการจ้างผู้เชี่ยวชาญทางภาษีเพื่อช่วยในการวางแผนภาษีให้จะเกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะผู้มีเงินได้เพียงพอที่จะนำมาจ้างที่ปรึกษา การวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น ผู้วางแผนภาษีจะต้องเข้าใจเสียก่อนว่าตนจะได้รับเงินได้ประเภทใดจากที่ไหนและจากผู้ใด อีกทั้งต้องรู้ว่าเงินได้แต่ละประเภทนั้น สามารถจะหักค่าใช้จ่าย ค่าหักลดหย่อน ในอัตราเท่าใด และหากจะต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย จะต้องหักจากเงินได้ประเภทใดและอัตราเท่าใด บุคคลที่จะรู้จักการวางแผนภาษีอากรสำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น อาจกล่าวโดยสรุปง่าย ๆ ผู้มีเงินได้ต้องรู้ว่า (1) ตนเองมีรายได้เท่าใด (2) เป็นรายได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีหรือไม่ เท่าใด และ(3) รายได้ใดที่ต้องเสียภาษี หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนในอัตราอย่างไร แม้ว่ากฎหมายจะแบ่งประเภทเงินได้เป็น 8 ประเภท แต่หากจะแบ่งเป็นประเภทเงินได้เสียใหม่ อาจแบ่งได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ (1) เงินได้จากการทำงาน (2) เงินได้จากการประกอบธุรกิจ และ(3) เงินได้จากการลงทุน ซึ่งจะเห็นได้ว่าเงินได้เหล่านั้น มีอัตราภาษีที่แตกต่างกัน ดังนั้น หากผู้อ่านจะใช้บทความนี้ในการศึกษาหรือเป็นข้อคิดเบื้องต้นในการวางแผนภาษีเงินได้ก็น่าจะไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด กลยุทธ์การวางแผนภาษี ก่อนที่ผู้เขียนจะได้อธิบายถึงกลยุทธ์การวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นการเฉพาะ ผู้เขียนคิดว่าผู้อ่านควรจะทราบถึงหลักทั่วไปของกลยุทธ์การวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ผู้เขียนแบ่งได้เป็น10 กลยุทธ์ด้วยกัน ดังต่อไปนี้ 1. การเลือกใช้เกณฑ์เงินสดและการเลื่อนเวลาการจ่ายเงิน ภาระภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดานั้น กฎหมายกำหนดให้ใช้ “เกณฑ์เงินสด” ...

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการบัญชี

1.1 ความหมายของการบัญชี (Book Keeping ) การบัญชี (Book Keeping) หมายถึง การจดบันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับการรับ – จ่ายเงิน หรือสิ่งของที่กำหนดมูลค่าเป็นเงินไว้เป็นหลักฐานไว้ในสมุดบัญชีอย่างสม่ำเสมอ จัดแยกประเภทต่าง ๆ ให้เป็นระเบียบถูกต้องตามหลักการ และแสดงผลการดำเนินงาน และฐานะการเงินของกิจการในระยะเวลาหนี่งได้ เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงาน ตลอดจนการวิเคราะห์ผลการดำเนินงานนั้น ซึ่งการบัญชีนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาการบัญชี (Accounting) 1.2 ความหมายของวิชาการบัญชี (Accounting) ความหมาย วิชาบัญชี ในทางธุรกิจ หมายถึง การบันทึกรายการค้าและเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอันที่จะทำให้สามารถบันทึกรายการนั้น ๆ ได้ การบัญชีได้แก่ 1. การออกแบบและวางระบบบัญชี 2. การจดบันทึกรายการค้า 3. กรจัดทำงบการเงิน 4. กรตรวจสอบบัญชี 5. การบัญชีเกี่ยวกับภาษีอากร 6. การจัดทำงบประมาณ 7. การบัญชีต้นทุน 8. การควบคุมภายใน 9. การตรวจสอบโดยเฉพาะ 1.3 การบัญชีมีจุดประสงค์ดังนี้ 1. เพื่อจดบันทึกรายการค้าต่างๆ ที่กิดขึ้นโยเรียงลำดับก่อนหลังและจำแนกประเภทของรายการค้าไว้อย่างสมบูรณ์ 2. เพื่อให้การจดบันทึกรายการค้านั้นถูกต้อง เป็นตามหลักการบัญชและตามกฎหมายว่าด้วยการบัญชี 3. เพื่อแสดงผลการดำเนินงานในรอบระยะเวลาหนึง และแสดงฐานะการเงินของกิจการในระยะเวลาหนึ่ง 1.4 ประโยชน์ของข้อมูลการบัญชี ประโยชน์ของการบัญชีพอสรุปได้ดังนี้ 1. ช่วยให้เจ้าของกิจการสามารถ ควบคุมดูแล รักษาสินทรัพย์ของกิจการได้ 2. ช่วยให้ทราบผลการดำเนินงานของกิจการ ในระยะเวลาใดเวลาหนึ่งว่ามีผลกำไรหรือขาดทุนเป็นจำนวนเงินเท่าใด 3. ...

การบัญชีต้นทุน

การบัญชีต้นทุนเป็นส่วนหนึ่งของระบบบัญชีของกิจการ การบัญชีต้นทุนเป็นการบันทึกการวัดผลและการรายงานข้อมูลเกี่ยวกับ ต้นทุน แบ่งเป็น 2 ระบบ คือ ระบบบัญชีต้นทุนงานสั่งทำ(Job Order Cost System) เป็นการคิดต้นทุนของงานแต่ละงาน ทำให้ทราบต้นทุนทั้งหมดของงานนั้นๆ จึงมีประโยชน์ในการตั้งราคาขายเป็นสำคัญ ระบบบัญชีต้นทุนช่วง(Process Cost System) คิดต้นทุนของงานในแต่ละแผนก หรือเป็นช่วงๆของงาน ดังนั้นจะต้องมีการโอนย้ายต้นทุนระหว่างแผนก ซึ่งจะเป็น ประโยชน์ในการควบคุมต้นทุนและการประเมินผลงาน การจัดแบ่งประเภทต้นทุน การจัดแบ่งประเภทต้นทุนตามหน้าที่การผลิต สามารถแบ่งได้ดังนี้ คือ วัตถุทางตรง (Direct Materials) หมายถึง วัตถุดิบที่เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของสินค้าสำเร็จรูป ค่าแรงงานทางตรง (Direct Labour) หมายถึง แรงงานที่ใช้โดยตรงในการแปรสภาพวัตถุดิบให้เป็นสินค้าสำเร็จรูปและ ค่าใช้จ่ายการผลิต (Manufacturing Overhead) หมายถึง ต้นทุนในการผลิตทั้งหมดยกเว้นวัตถุทางตรงและค่าแรงงาน ทางตรง การจัดแบ่งประเภทต้นทุนตามพฤติกรรมต้นทุน โดยพิจารณาว่าต้นทุนนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปตามระดับกิจกรรมหรือหน่วยผลิตหรือไม่ ซึ่งจะแบ่งเป็น ต้นทุนผันแปร (Variable Cost) ต้นทุนชนิดนี้เป็นต้นทุนต่อหน่วยจะมีค่าเท่าเดิม แต่ต้นทุนรวมจะเปลี่ยนแปลงตาม จำนวนการผลิต ต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) เช่น เงินเดือนผู้จัดการ ค่าเสื่อมราคา เป็นต้น ซึ่งต้นทุนต่อหน่วยจะเปลี่ยนแปลงไปตาม จำนวนการผลิต ยิ่งผลิตมากต้นทุนต่อหน่วยยิ่งน้อย ในขณะที่ต้นทุนรวมจะคงที่เสมอ ต้นทุนกึ่งผันแปร (Semi Variable Cost) เป็นการเพิ่มขึ้นของต้นทุนผันแปรในอัตราของการเพิ่มที่ไม่คงที่ ...

การบัญชีตามความรับผิดชอบ

การบัญชีตามความรับผิดชอบ หมายถึง ระบบข้อมูลหรือกระบวนการในการจัดการข้อมูลให้สอดคล้องกับหน่อยงานที่รับผิดชอบ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อ การวางแผนและปันส่วนทรัพยากรให้หน่วยงานอย่างมีประสิทธิภาพ การควบคุมการปฏิบัติงาน การประเมินผลการดำเนินงาน รูปแบบบัญชีตามความรับผิดชอบ อาศัยหลักเกณฑ์ การกระจายอำนาจ โดยให้อิสระในการตัดสินใจวางแผนควบคุมการปฏิบัติงานตามศูนย์ความรับผิดชอบ ศูนย์ความรับผิดชอบ หมายถึงหน่วยงานที่มีลักษณะคล้ายกันที่ถูกรวมเข้าด้วยกันและกำหนดให้มีหน้าที่และความรับผิดชอบเฉพาะ อย่าง ซึ่งหน่วยงานอาจจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ก็ได้ หลักเกณฑ์ที่ใช้ในการกำหนดศูนย์รับผิดชอบ มีดังนี้ หน่วยงานนั้นสามารถแบ่งแยกระบุหน้าที่ได้ชัดเจน มีวิธีการวัดผลการดำเนินงานที่เหมาะสม การประสานงานและการสื่อสารข้อมูลระหว่างส่วนกลางและหน่วยงาน ประเภทของศูนย์ความรับผิดชอบ ศูนย์ต้นทุน(Cost Center) ศูนย์ต้นทุน เป็นศูนย์รับผิดชอบที่นิยมมากที่สุด ทำหน้าที่เกี่ยวข้อง เฉพาะการก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายทั้งทางตรงและทางอ้อม ตัวอย่างของศูนย์ต้นทุน ได้แก่ ฝ่ายบัญชีของบริษัท ฝ่ายผลิต การวัดผลจะเน้นที่ดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมาย โดยประหยัด ต้นทุนที่สุด ศูนย์กำไร (Profit Center) ศูนย์กำไร เป็นหน่วยงานที่รับผิิดชอบในด้านการผลิต การซื้อ การขาย การก่อให้เกิดรายได้และค่าใช้จ่ายทั้งทางตรงและ ทางอ้อม ผู้บริหารศูนย์กำไรจะต้องสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับการผลิต การกำหนดคุณภาพ การตั้งราคาการขายและ การจัดจำหน่ายเพื่อเพิ่มพูนกำไรของศูนย์กำไร ศูนย์การลงทุน (Investment Center) ศูนย์การลงทุน เป็นหน่วยงานที่สมบูรณ์แบบในตัวเองที่สุดผู้บริหารมีอำนาจเต็มที่ในการตัดใินใจลงทุนสินทรัพย์ในการ ดำเนินงาน การให้สินเชื่อ การกำหนดระดับสินค้าคงเหลือ ตลอดจนการตั้งราคาขายสินค้าเอง เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ในการกำหนดเป้าหมายผลตอบแทนจากการลงุทนที่น่าพอใจ ...

การจัดทำบัญชีเพื่อการบริหารธุรกิจ

ผู้บริหารส่วนใหญ่มักไม่ค่อยให้ความสนใจกับการจัดทำบัญชี และยกภาระด้านบัญชีทั้งหมดให้กับผู้จัดการบัญชี หรือสำนักงาน บัญชีภายนอก ซึ่งมักจะรับผิดชอบจัดทำบัญชีให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ของทางการ เพื่อส่งสรรพากรเท่านั้น กว่าผู้บริหารจะหันมา ให้ความสนใจ ธุรกิจก็ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องแล้ว หรือเมื่อเห็นโอกาสที่จะเติบโตขยายธุรกิจ ก็จะไม่มีเงินเหลือพอที่จะลงทุน โดยแท้จริงแล้ว ผู้บริหารควรให้ความสนใจกับข้อมูลทางงบการเงินของบริษัทเป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้จะไม่เข้าใจวิธีการลงบัญชีก็ตาม เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยในการวิเคราะห์ผลประกอบการในอดีตที่ผ่านมา ทำให้ทราบจุดอ่อน จุดแข็งทางการเงินขององค์กร และเป็น แนวทางในการตัดสินใจกำหนดแผนงานในอนาคต การบัญชีที่ทำขึ้นเพื่อให้บุคคลภายนอกนำข้อมูลทางบัญชีหรืองบการเงินไปใช้นี้ เรียกว่า การบัญชีการเงิน (Financial Accounting) ซึ่งจะจัดทำขึ้นโดยใช้ หลักการบัญชีที่รับรองโดยทั่วไป (GAAP) ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกันทุกกิจการ แต่การบัญชีที่ทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทางบัญชี หรือ รายงานสำหรับฝ่ายบริหาร เพื่อให้ผู้บริหารใช้เป็นเครื่องมือในการตัดสินใจ วางแผน ติดตามผล และควบคุมการปฏิบัติงานของพนักงาน รวมทั้งการแก้ไขปรับปรุงการปฏิบัติงานของกิจการ การบัญชีลัักษณะนี้ เรียกว่า การบัญชีบริหาร (Managerial Accounting) ซึ่งข้อมูลที่นำมาใช้จะมีทั้งข้อมูลทางการเงินและข้อมูล ที่ไม่ใช่เป็นตัวเงินที่ เกิดขึ้นจริง ...

รอบระยะบัญชีของการยื่นภาษีรายได้นิติบุคคล

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจากกำไรสุทธิ ต้องคำนวณกำไรสุทธิ จากรายได้จากกิจการ หรือเนื่องจาก กิจการที่กระทำในรอบ ระยะเวลาบัญชี หักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี ซึ่งประมวลรัษฎากรได้กำหนด รอบระยะเวลาบัญชีหนึ่งๆ ไว้ดังนี้ (1) รอบระยะเวลาบัญชีโดยทั่วไปตามบทบัญญัติมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร รอบระยะเวลาบัญชี สำหรับ การคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล จะต้องเท่ากับ 12 เดือน โดยจะเริ่มต้นและสิ้นสุดลงเมื่อใดก็ได้ (2) รอบระยะเวลาบัญชีซึ่งน้อยกว่า 12 เดือน กรณีที่กฎหมายยอมให้รอบระยะเวลาบัญชีน้อยกว่า 12 เดือน ได้ มีเฉพาะกรณีดังต่อไปนี้ คือ ก. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเริ่มตั้งใหม่ จะถือวันเริ่มตั้งถึงวันหนึ่งวันใดเป็นรอบระยะ เวลาบัญชีแรกก็ได้ แต่รอบระยะเวลาบัญชีต่อไปต้องเท่ากับ 12 เดือน ข. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอาจยื่นคำร้องขอเปลี่ยนวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีก็ได้ ตามที่อธิบดีกรมสรรพากรจะเห็นสมควรและสั่งอนุญาตซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีแรกที่ได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนจะน้อยกว่า 12 เดือน ค. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เลิกกันให้ถือเอาวันที่เจ้าพนักงานจดทะเบียนเลิกเป็น วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ง. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากัน ให้ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเลิกกัน รอบระยะเวลาบัญชีที่ควบเข้ากันจึงเป็นไปตาม (ค) ซึ่งอาจน้อยกว่า 12 เดือน ในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการและยังชำระบัญชี ไม่เสร็จ หากมีกำไรสุทธิเกิดขึ้น จะต้องนำมาเสียภาษี ...

เอกสารทางบัญชีที่สรรพากรยอมรับ

เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับการประกอบธุรกิจที่ผู้ประกอบการทุกรายจะต้องทำบัญชี ไม่เพียงแต่เฉพาะทำรายการ รับเงินเข้าหรือจ่ายเงินออกเพื่อให้ทราบผลกำไรขาดทุน งบดุล หรืองบกระแสเงินสดเท่านั้น แต่ผู้ประกอบการต้อง ลงบัญชีให้ถูกต้อง ถูกวิธี และถูกกฎหมาย เมื่อใดที่เจ้าหน้าที่สรรพากรเข้ามาตรวจสอบจะได้ไม่ต้องวิตกกังวล เพราะมีเอกสารให้ตรวจสอบอย่างครบถ้วน มาดูรายละเอียดกันว่าทำบัญชีอย่างไรให้สรรพากรยอมรับได้ ผู้ประกอบการ จะทำบัญชีได้อย่างถูกต้องนั้น มีผู้เชี่ยวชาญทางบัญชีเคยบอกกล่าวไว้ว่า ในเบื้องต้นผู้ทำบัญชี จะต้องมีความรู้ในธุรกิจ ที่ทำให้ดีเสียก่อน นอกจากนี้ ก็ต้องมีระบบบัญชีที่ดี มีเอกสารการรับเงินจ่ายเงิน สต็อกสินค้า ส่งสินค้าให้ครบถ้วนตาม พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง กับธุรกิจประมวลรัษฎากร เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมอยู่ตลอดสำหรับการเข้าตรวจสอบของสรรพากร ประเภทธุรกิจที่แตกต่างกัน ก็จะมีรายละเอียด ในการทำบัญชีแตกต่างกัน เช่น ธุรกิจบริการ ต้องไม่ลืมที่จะคำนวนภาษีที่หัก ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่เกิดการให้บริการ หรือธุรกิจผลิตสินค้า ต้องตีความให้ถูกต้องว่าสินค้าใดผลิตเพื่อขาย สินค้าใดรับจ้างผลิต ซึ่งจะมีการลงบัญชีแตกต่างกัน สำหรับธุรกิจนำเข้า-ส่งออก จะต้องตรวจสอบพิกัดสินค้าที่นำเข้า หรือส่งออก เพราะหากมีการลงพิกัดผิด ก็อาจจะถูกปรับ เสียค่าใช้จ่ายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ธุรกิจลีสซิ่งและเช่าซื้อ ก็ต้องแยกแยะให้ชัดเจนว่าธุรกรรมเป็นประเภทใด การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ หรือการให้เช่า ก็จะมีการลงบัญชีที่แตกต่างกัน วัตถุประสงค์ของการจัดทำบัญชีสำหรับ กิจการนั้นมีอยู่หลายประการหลักๆ คือ ...

วิธีการคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะ

ตารางสรุปวิธีการคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะ ภ.ธ.40 (แบบแสดงรายการ ภาษีธุรกิจเฉพาะ) ผู้ประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ รายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ นำรายรับที่มิได้หักรายจ่ายใด ๆ ที่ได้รับในเดือนภาษี มาคำนวณภาษีในอัตราร้อยละ ตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนดผลลัพธ์ที่คำนวณได้จะเป็นภาษีต้องชำระ และจะต้องเสียภาษีให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพิ่มอีกร้อยละ 10 ของอัตราภาษีที่จัดเก็บตามประมวลรัษฎากร - ตั้งแต่วันที่ 1-15 ของเดือนถัดไป - กรณีขาย อสังหาริมทรัพย์เป็นทางการค้าหากำไรให้ เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ขณะที่จดทะเบียน สิทธิ และนิติกรรม ที่กรมที่ดินโดยไม่ ต้องยื่นแบบ ภ.ธ.40 ที่กรมสรรพากรอีก - ผู้ประกอบการจดทะเบียน ภาษีธุรกิจเฉพาะ ต้องยื่น แบบ ภ.ธ.40 เป็นประจำทุกเดือนภาษี ไม่ว่าจะมีรายรับหรือไม่ - อัตราภาษีตาม ม.91/6 แห่งประมวลรัษฎากร ...

วิธีการการคำนวณอากรแสตมป์

ตารางสรุปวิธีการคำนวณอากรแสตมป์ที่ต้องชำระเป็นผู้ที่กฎหมายกำหนดไว้ตามบัญชีอากรแสตมป์28 ลักษณะแห่งตราสารเป็นมูลค่าหรือวงเงินตามสัญญาหรือตราสารซึ่งเป็นยอดเงินที่ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละของวงเงินตามสัญญาหรือตราสาร หรือตามที่กฎหมายกำหนด (บัญชีอัตราอากรแสตมป์)ยื่นแบบเฉพาะกรณีต้องชำระอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน (ตารางสรุปกำหนดเวลายื่นแบบฯ) - กรณีที่กฎหมายบังคับให้ชำระอากรแสตมป์เป็นตัวเงินจะ ต้องยื่นแบบชำระเป็นตัวเงินเท่านั้น - ชำระอากรแสตมป์ด้วยเงินสด หรือแคชเชียร์เช็ค - กรณีที่กฎหมายไม่ได้บังคับ ให้ชำระอากรแสตมป์เป็น ตัวเงิน จะซื้ออากรแสตมป์ไปปิดทับตราสาร หรือยื่นแบบชำระ เป็นตัวเงินก็ได้ - ซื้ออากรแสตมป์ไปปิดทับตราสารต้องซื้อด้วยเงินสดหรือแคชเชียร์เช็ค ตารางสรุปวิธีการคำนวณอากรแสตมป์ที่ต้องชำระเป็นผู้ที่กฎหมายกำหนดไว้ตามบัญชีอากรแสตมป์28 ลักษณะแห่งตราสารเป็นมูลค่าหรือวงเงินตามสัญญาหรือตราสารซึ่งเป็นยอดเงินที่ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละของวงเงินตามสัญญาหรือตราสาร หรือตามที่กฎหมายกำหนด (บัญชีอัตราอากรแสตมป์)ยื่นแบบเฉพาะกรณีต้องชำระอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน (ตารางสรุปกำหนดเวลายื่นแบบฯ) - กรณีที่กฎหมายบังคับให้ชำระอากรแสตมป์เป็นตัวเงินจะ ต้องยื่นแบบชำระเป็นตัวเงินเท่านั้น - ชำระอากรแสตมป์ด้วยเงินสด หรือแคชเชียร์เช็ค - กรณีที่กฎหมายไม่ได้บังคับ ให้ชำระอากรแสตมป์เป็น ตัวเงิน จะซื้ออากรแสตมป์ไปปิดทับตราสาร หรือยื่นแบบชำระ เป็นตัวเงินก็ได้ - ซื้ออากรแสตมป์ไปปิดทับตราสารต้องซื้อด้วยเงินสดหรือแคชเชียร์เช็ค ...

การแจ้งการพัฒนาความรู้

ผู้ทำบัญชีต้องแจ้งการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพ (CPD) กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าทางอินเทอร์เน็ตใน www.dbd.go.th ภายใน 60 วันหลังจากสิ้นสุดปีปฏิทิน ซึ่งได้แก่ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 1 มีนาคม ของปีถัดไปนั่นเอง ...

ชั่วโมงการพัฒนาความรู้บัญชี (CPD) นับอย่างไร

ผู้ทำบัญชีจะต้องมีการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพ (CPD ย่อมาจาก Continuing Professional Development) เพื่อคงสถานะความรู้ทางวิชาชีพไว้ตลอดเวลา รวมทั้งเพิ่มพูมความรู้ใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ในการทำบัญชี ทั้งในปัจจุบัน และอนาคต โดยจะต้องนับชั่วโมงให้ได้ไม่น้อยกว่า 27 ชั่วโมงในรอบ 3 ปี ทั้งนี้ใน 27 ชั่วโมงนั้น จะต้องมีเนื้อหาที่เกี่ยวกับการบัญชีไม่น้อยกว่า 18 ชั่วโมง และเรื่องอื่น ๆ อีก 9 ชั่วโมง โดยเฉลี่ยในรอบ 1 ปีจะต้องมีการพัฒนาความรู้ไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง นอกจากนี้การเป็นวิทยากรสามารถนับได้ 3 เท่าของชั่วโมงบรรยาย โดยไม่ให้นับซ้ำหัวข้อเดิมในทุกรอบ 3 ปี และการเป็นอาจารย์ในสถาบันการศึกษา นับได้วิชาละ 9 ชั่วโมงโดยไม่ให้นับซ้ำหัวข้อเดิมในทุกรอบ 3 ปี ...

ผู้ทำบัญชีต้องมีคุณสมบัติอย่างไร

คุณสมบัติของผู้ทำบัญชีนั้นถูกกำหนดตามขนาดของธุรกิจ โดยผู้ทำบัญชีให้กับห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัทจำกัด ที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท ต้องมีวุฒิไม่ต่ำกว่าอนุปริญญา หรือ ปวส.ทางการบัญชี ส่วนผู้ทำบัญชีให้กับห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่มีขนาดใหญ่ ต้องมีคุณวุฒิปริญญาตรีทางการบัญชีขึ้นไป หรือเทียบเท่า ...

ผู้ทำบัญชี

ผู้ทำบัญชี คือผู้ได้รับมอบหมายจากผู้ประกอบการธุรกิจ ให้เป็นผู้รับผิดชอบในการทำบัญชีของกิจการแห่งหนึ่ง กฎหมายกำหนดให้กิจการหนึ่งแห่งจะต้องมีผู้ทำบัญชี 1 คน ซึ่งอาจเป็นผู้อำนวยการฝ่ายบัญชี สมุห์บัญชี หัวหน้าแผนกบัญชี หรือผู้รับจ้างทำบัญชีอิสระ ก็ได้ ทั้งนี้ผู้ทำบัญชีหนึ่งคนจะรับทำบัญชีได้ไม่เกินปีละ 100 แห่งพื้นที่ ...

หน้าที่ของผู้ทำบัญชี

- จัดทำบัญชีเพื่อให้แสดงผลการดำเนินงาน ฐานะการเงินหรือการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงินของ “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี” ที่เป็นอยู่ตามความเป็นจริงและตามมาตรฐานการบัญชีโดยมีเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีให้ถูกต้องครบถ้วน (ม.20) - ลงรายการบัญชีเป็นภาษาไทย หากลงรายการเป็นภาษาต่างประเทศให้มีภาษาไทยกำกับ หรือลงรายการเป็นรหัสบัญชีให้มีคู่มือคำแปลรหัสบัญชีที่เป็นภาษาไทยไว้ (ม.21(1)) - เขียนด้วยหมึก ดีดพิมพ์ หรือตีพิมพ์ หรือทำด้วยวิธีอื่นใดที่ได้ผลในทำนองเดียวกัน (ม.21(2)) คุณสมบัติและเงื่อนไขของผู้ทำบัญชี คุณสมบัติทั่วไป - มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร - มีความรู้ภาษาไทยเพียงพอที่จะทำหน้าที่เป็นผู้ทำบัญชีได้ - ไม่เคยต้องโทษจำคุกในความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการบัญชีหรือกฎหมายว่าด้วยผู้สอบบัญชี หรือกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพบัญชี เว้นแต่พ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี ตามขนาดธุรกิจที่กำหนดแต่ละกลุ่ม คุณวุฒิการศึกษา - ปริญญาตรีทางการบัญชีหรือเทียบเท่า ทำบัญชีได้ทุกธุรกิจ - ประกาศนียบัตรวิชาชีพบัญชีชั้นสูง(การบัญชี) หรืออนุปริญญา(บัญชี) สำหรับบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่มี - ทุนไม่เกิน 5 ล้านบาท - รายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท - สินทรัพย์รวม ไม่เกิน 30 ล้านบาท - สำหรับบุคคลธรรมดา หากเจ้าของกิจการจัดทำบัญชีเองไม่กำหนดคุณวุฒิการศึกษา แต่ถ้าจ้างบุคคลอื่นจัดทำบัญชีให้ผู้ทำบัญชีต้องมีคุณวุฒิการศึกษาตามที่กำหนด เงื่อนไข -แจ้งรายละเอียดตามแบบ ส.บช.5 หรือ ส.บช.6 ภายใน 60 วัน นับจาก - วันเริ่มทำบัญชี - วันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับผู้ทำบัญชี - เข้าอบรมความรู้เกี่ยวกับบัญชี ตามที่กำหนด - ต้องรับทำบัญชีใม่เกิน 100 รายหากเกินจะต้องมีผู้ช่วยที่มีคุณวุฒิเพิ่มอีก ...

บัญชีที่ต้องจัดทำ

บัญชีที่ต้องจัดทำ 1. บุคคลธรรมดา หรือห้างหุ้นส่วนที่มิได้จดทะเบียนที่ประกอบธุรกิจ เป็นผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ผู้มีไว้เพื่อจำหน่าย ผู้นำเข้ามาในราชอาณาจักร หรือผู้ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ซึ่งสินค้าประเภทแถบเสียง แถบวีดีทัศน์และแผ่นซีดี ต้องจัดทำบัญชีสินค้า นับแต่วันที่เริ่มต้นประกอบกิจการ 2. ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศที่ประกอบกิจการในในประเทศไทย และกิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร ต้องจัดทำบัญชี ดังต่อไปนี้ 2.1 บัญชีรายวัน (1) บัญชีเงินสด (2) บัญชีธนาคาร แยกเป็นแต่ละเลขที่บัญชีธนาคาร (3) บัญชีรายวันซื้อ (4) บัญชีรายวันขาย (5) บัญชีรายวันทั่วไป 2.2 บัญชีแยกประเภท (1) บัญชีแยกประเภท สินทรัพย์ หนี้สินและทุน (2) บัญชีแยกประเภทรายได้และรายจ่าย (3) บัญชีแยกประเภทลูกหนี้ (4) บัญชีแยกประเภทเจ้าหนี้ 3. บัญชีสินค้า 4. บัญชีรายวัน บัญชีแยกประเภทอื่นและบัญชีแยกประเภทย่อยตามความจำเป็นแก่การทำบัญชีของธุรกิจ ข้อปฏิบัติในการลงรายการในบัญชี 1. ลงรายการในบัญชีเป็นภาษาไทย หรือจะลงเป็นภาษาต่างประเทศก็ได้ แต่ต้องมีภาษาไทยกำกับหรือจะลงรายการเป็นรหัสบัญชีก็ได้แต่ต้องมีคู่มือคำแปลรหัสที่เป็นภาษาไทยไว้ 2. ต้องลงรายการในบัญชีด้วยหมึก หรือดีดพิมพ์ หรือตีพิมพ์ หรือวิธีอื่นใดที่ให้ผลทำนองเดียวกัน 3. ต้องมีเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีที่สามารถแสดงความถูกต้องและครบถ้วนของรายการบัญชีและเป็นที่เชื่อถือได้ 4. รายการในบัญชีที่เป็นจำนวนเงินต้องเป็นหน่วยเงินตราไทย เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชี เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชี หมายถึง บันทึก หนังสือ หรือ เอกสารใดๆ ที่ใช้เป็นหลักฐานในการลงรายการในบัญชี แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ...

การวิเคราะห์รายการค้า

การวิเคราะห์รายการค้าเป็นจุดเริ่มต้นของวงจรบัญชี เป็นขั้นตอนเริ่มแรกของการจัดทำบัญชี ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก เพราะหากวิเคราะห์รายการค้าผิด ก็จะทำให้ขั้นตอนต่อ ๆ ไป เช่น การบันทึกบัญชีในสมุดรายวัน การผ่านบัญชีไปสมุดบัญชีแยกประเภท ตลอดจนถึงการจัดทำงบการเงินผิดไปด้วย งบการเงินซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลทางการบัญชีที่ผู้สนใจจะเอาไปใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจต่าง ๆ หากมีความผิดพลาดแล้วจะทำให้ผู้ใช้ข้อมูลทางการบัญชีนั้นตัดสินใจผิดพลาดด้วย ดังนั้นถึงแม้ว่าการวิเคราะห์รายการค้าจะเป็นเพียงแค่ขั้นเริ่มต้นของการทำบัญชี แต่เราก็ควรให้ความสนใจและทำความเข้าใจให้ถูกต้อง โดยก่อนที่จะวิเคราะห์รายการค้านั้น เราจะต้องมาทำความรู้จักกับรายการค้าเสียก่อนว่าคืออะไร รายการค้า (Business Transaction) รายการค้า คือ เหตุการณ์หรือสภาพทางเศรษฐกิจที่มีผลกระทบต่อฐานะทางการเงิน หรือต่อผลการดำเนินงานของกิจการ ที่ทำให้ฐานะทางการเงินของกิจการหรือผลการดำเนินงานของกิจการเปลี่ยนแปลงไป เช่น การซื้อที่ดินของกิจการที่ทำให้ฐานะทางการเงินของกิจการเปลี่ยนแปลงไป หรือ การจ่ายเงินเดือนพนักงานที่ทำให้ผลการดำเนินงานของกิจการเปลี่ยนแปลงไป เป็นต้น การที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือลดระดับความน่าเชื่อถือของกิจการไม่ถือว่าเป็นรายการค้าเพราะไม่ได้ทำให้ฐานะทางการเงินของกิจการเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ความน่าเชื่อถือของกิจการเปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น แต่หากรัฐบาลประกาศลดค่าเงินบาท และกิจการมีหนี้สินเป็นสกุลเงินต่างประเทศ เหตุการณ์นี้ก็จะถือว่าเป็นรายการค้าเพราะทำให้หนี้สินซึ่งแสดงให้เห็นถึงฐานะทางการเงินของกิจการเปลี่ยนแปลงไป ...

วงจรบัญชี

วงจรบัญชี (Accounting Cycle) คือ ขั้นตอนทั้งหมดในการทำบัญชี ซึ่งประกอบไปด้วย 1. การวิเคราะห์รายการค้า (Transaction Analysis) ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกและเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากของวงจรบัญชี คือการวิเคราะห์รายการค้าที่เกิดขึ้นในกิจการว่ารายการค้าที่เกิดขึ้นส่งผลให้สินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของของกิจการเปลี่ยนแปลงอย่างไร 2. การบันทึกรายการลงในสมุดบัญชีขั้นต้น (สมุดรายวัน) (Journalizing Original Entries) เมื่อเราวิเคราะห์รายการค้าได้แล้วว่ารายการค้าที่เกิดขึ้นนั้นทำให้สินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของเปลี่ยนแปลงอย่างไรแล้ว หลังจากนั้นจึงนำผลการวิเคราะห์รายการค้ามาบันทึกลงในสมุดบัญชีขั้นต้น (สมุดรายวัน) 3. การผ่านรายการจากสมุดบัญชีขั้นต้น (สมุดรายวัน) ไปยังสมุดบัญชีขั้นปลาย (สมุดบัญชีแยกประเภท) (Posting) เป็นการนำรายการค้าที่บันทึกไว้ในสมุดรายวันไปจำแนกแยกแยะบัญชีให้เป็นหมวดหมู่ในสมุดบัญชีแยกประเภทบัญชีต่าง ๆ 4. การปรับปรุงบัญชีในวันสิ้นงวด (Adjusting Entries) เมื่อถึงวันสิ้นงวดบัญชีของกิจการ หากมีรายการค้าใดที่ได้บันทึกและผ่านรายการแล้วยังไม่ถูกต้อง เราจะต้องมาทำการปรับปรุงรายการ โดยบันทึกรายการปรับปรุงลงในสมุดรายวันเหมือนรายการค้าที่เกิดขึ้นใหม่แล้วผ่านรายการปรับปรุงไปยังสมุดบัญชีแยกประเภทเหมือนเดิม 5. การจัดทำงบการเงิน (Preparing Financial Statement) หลังจากปรับปรุงบัญชีให้ถูกต้องแล้ว ก็จะต้องนำยอดคงเหลือที่ถูกต้องของบัญชีต่าง ๆ มาจัดทำงบการเงิน ซึ่งได้แก่ งบกำไรขาดทุน งบกำไรสะสม และงบดุล 6. การปิดบัญชี (Closing Entries) หลังจากที่ปรับปรุงรายการ และจัดทำงบการเงินเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะต้องทำการปิดบัญชีต่าง ...

งบการเงิน

งบการเงิน คืออะไร? งบการเงิน (Financial Statement) หมายถึง รายงานข้อมูลทางการเงินที่ได้จัดทำขึ้นจากข้อมูลทางการเงินที่กิจการได้จดบันทึกไว้ในรอบระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งสามารถแสดงให้เห็นถึงผลการดำเนินการ ฐานะการเงินหรือการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงินของกิจการในรอบระยะเวลานั้นๆความสำคัญของเรื่องวัตถุประสงค์ของการจัดทำงบการเงินงบการเงินถูกจัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับฐานะทางการเงิน ผลการดำเนินงานและการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงินของกิจการ อันเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งบการเงิน ทุกประเภทในการนำไปใช้ตัดสินใจเชิงเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของกิจการ เจ้าหนี้ นักลงทุน ฝ่ายบริหาร บริษัทคู่ค้า ลูกค้าของบริษัทงบการเงินแสดงผลการบริหารงานของฝ่ายบริหารหรือความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารในการบริหารทรัพยากรของกิจการ ผู้ประกอบการสามารถใช้งบการเงินมาประเมินผลการบริหารงานหรือความรับผิดชอบของฝ่ายบริหาร เพื่อใช้ในการตัดสินใจเชิงเศรษฐกิจ ซึ่งการตัดสินใจเชิงเศรษฐกิจนี้อาจรวมถึงการตัดสินใจขายหรือถือเงินลงทุนในกิจการต่อไป หรือแม้กระทั่งการ ตัดสินใจโยกย้ายหรือเปลี่ยนผู้บริหาร ข้อมูลต่างๆในงบการเงินไม่เพียงแต่มี ประโยชน์กับผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์กับเจ้าหนี้ ผู้ถือหุ้น บริษัทคู่ค้าลูกค้า และบุคคลอื่นที่สนใจในกิจการซึ่งรวมถึงนักลงทุนภายนอกหากเป็นบริษัทที่มีการจดทะเบียนในตลาดหุ้น อีกทั้งรัฐบาลยังใช้ประโยชน์จากงบการเงินในการคำนวณภาษีที่จะเรียกเก็บจากกิจการอีกด้วยระยะเวลาในการจัดทำงบการเงิน งบการเงินจัดทำขึ้นอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง เพื่อสนองความต้องการข้อมูลของผู้ใช้งบการเงินทุกประเภท เนื่องจากผู้ใช้งบการเงินต้องการเปรียบเทียบฐานะการเงิน ผลการดำเนินงาน และการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงินของกิจการสำหรับรอบระยะเวลาที่ต่างกัน ดังนั้นงบการเงินจึงแสดงข้อมูลของรอบระยะเวลาที่ผ่านมาด้วยเพื่อประโยชน์ในการเปรียบเทียบผลการความหมายอย่างละเอียด ส่วนประกอบของงบการเงิน งบการเงินประกอบด้วย 1. งบดุล (Balance Sheet) 2. งบกำไรขาดทุน (Income Statement) 3. งบกำไรสะสม (Retained Earning Statement) 4. งบกระแสเงินสด (Statement of Cash Flow) 5. หมายเหตุประกอบงบการเงิน (Notes to Financial Statements) การจำแนกรายการในงบการเงิน รายการในงบการเงินสามารถจำแนกได้ 5 ประเภท ...

รูปแบบของการดำเนินธุรกิจ

สามารถเลือกดำเนินธุรกิจ 3 รูปแบบ คือ 1. กิจการเจ้าของคนเดียว (Individual Proprietorship) เป็นรูปแบบของการดำเนินกิจการที่มีเจ้าของเพียงคนเดียวคือผู้ก่อตั้งกิจการ โดยมากมักเป็นกิจการขนาดเล็ก เจ้าของเป็นผู้บริหารงานเอง ดังนั้นจึงมีความคล่องตัวในการบริหารงานสูง เนื่องจากสามารถตัดสินใจในเรื่องของการบริหารงานได้เองเลยโดยที่ไม่ต้องถามความเห็นของผู้อื่น หากกิจการมีกำไร เจ้าของกิจการก็ได้รับกำไรนั้นแต่เพียงผู้เดียว แต่ถ้ากิจการขาดทุนเจ้าของกิจการก็ต้องรับผิดชอบผลการขาดทุนและหนี้สินที่เกิดขึ้นแต่เพียงผู้เดียวเช่นกัน ในการดำเนินธุรกิจในรูปแบบเจ้าของคนเดียวนี้หากกิจการต้องการหาแหล่งเงินทุนเพิ่มจะเป็นไปได้ยาก เนื่องจากมีเจ้าของเพียงคนเดียว 2. กิจการห้างหุ้นส่วน (Partnership) เป็นรูปแบบของการดำเนินธุรกิจที่มีบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปมาร่วมกันจัดตั้งกิจการ โดยเป็นเจ้าของกิจการร่วมกัน มีสัญญาเข้าเป็นหุ้นส่วนกัน และแบ่งผลกำไรกัน ซึ่งเจ้าของกิจการห้างหุ้นส่วนจะถูกเรียกว่า “ผู้เป็นหุ้นส่วน” ในการบริหารงานของกิจการจะกำหนดให้หุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งเป็นผู้บริหารงาน ซึ่งจะเรียกว่าหุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนมี 2 ประเภท คือ ห้างหุ้นส่วนสามัญ (Unlimited Partnership) ซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนประเภทที่ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกันเพื่อหนี้สินทั้งปวงของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญนี้จะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหรือไม่ก็ได้ กับห้างหุ้นส่วนจำกัด (Limited Partnership) คือ ห้างหุ้นส่วนประเภทที่มีหุ้นส่วนบางคนรับผิดชอบเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนรับจะลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนนั้นเท่านั้น ซึ่งห้างหุ้นส่วนจำกัดนี้จะต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล กิจการในรูปแบบของห้างหุ้นส่วนนี้จะแหล่งเงินทุนได้ง่ายกว่ากิจการเจ้าของคนเดียว เนื่องจากมีจำนวนเจ้าของมากกว่า แต่หากมีกำไร กำไรนั้นก็ต้องแบ่งให้กับหุ้นส่วนทุกคน หากขาดทุนก็จะต้องรับผิดชอบผลขาดทุนและหนี้สินของกิจการร่วมกันทุกคน 3. บริษัทจำกัด (Limited Company) เป็นรูปแบบของการดำเนินธุรกิจที่จัดตั้งขึ้นด้วยการแบ่งเงินทุนเป็นหุ้นมีมูลค่าเท่า ๆ กัน ผู้ถือหุ้นซึ่งก็คือเจ้าของกิจการต้องรับผิดจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ตนถือ บริษัทจะถูกบริหารงานโดยคณะกรรมการบริษัท ซึ่งที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเป็นผู้แต่งตั้ง ...

งวดบัญชีหรือรอบระยะเวลาบัญชี

คำว่างวดบัญชีหรือรอบระยะเวลาบัญชี หมายถึง การที่กิจการจะทำการบันทึกรายการค้าต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในงวดเวลาหรือรอบระยะเวลาที่กำหนด หลังจากนั้นก็จะสรุปออกมาว่าในงวดเวลานั้นกิจการมีผลการดำเนินงานเป็นอย่างไร และในวันสิ้นงวดเวลานั้นกิจการมีฐานะทางการเงินเป็นอย่างไร โดยงวดบัญชีหรือรอบระยะเวลาบัญชีนั้นจะเป็นระยะเวลาเท่าไรก็ได้แต่ต้องไม่เกิน 1 ปี และถ้าหากงวดบัญชีของกิจการเป็น 1 ปี งวดบัญชีนั้นจะเริ่มต้นเมื่อไรก็ได้ จะเริ่มต้นวันที่ 1 มกราคม เหมือนปีปฏิทินหรือไม่ก็ได้ ประเภทของธุรกิจ (Types of Business) เราสามารถแบ่งประเภทของธุรกิจที่เป็นธุรกิจที่มุ่งแสวงหากำไรออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1. ธุรกิจบริการ (Service Businesses) เป็นธุรกิจที่มีรายได้เกิดขึ้นจากการให้บริการ ซึ่งบริการนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน เช่น สวนสนุก หอพัก กิจการรถเช่า โรงภาพยนตร์ คลินิก โรงแรม รถประจำทาง เป็นต้น 2. ธุรกิจซื้อขายสินค้า (Merchandising Businesses) หรือ ธุรกิจพาณิชยกรรม เป็นธุรกิจที่มีการดำเนินธุรกิจโดยการซื้อสินค้าเข้ามาแล้วขายสินค้านั้นออกไปในราคาที่สูงกว่าเดิม โดยไม่มีการแปรรูปหรือแปลงสภาพสินค้าแต่อย่างใด เช่น ห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ซุปเปอร์มาร์เกต บริษัทขายรถยนต์ เป็นต้น 3. ธุรกิจอุตสาหกรรม (Manufacturing Businesses) หรือ ...

แนวความคิดและหลักการบัญชี

แนวความคิดและหลักการบัญชี ผู้ใช้ข้อมูลทางการบัญชีมีหลายฝ่ายไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารกิจการ เจ้าหนี้ นักลงทุน หน่วยงานของรัฐบาล หรืออื่น ๆ ซึ่งในบางครั้งบุคคลที่ใช้ข้อมูลทางการบัญชีเหล่านี้มีความต้องการที่จะใช้ข้อมูลทางการบัญชีในทิศทางที่แตกต่างกัน เช่น ผู้บริหารต้องการแสดงผลการดำเนินงานที่มีกำไรน้อยกว่าความเป็นจริงหรือขาดทุน เพื่อที่จะได้เสียภาษีน้อยลง หรือไม่เสียภาษีเลย ในทางตรงกันข้ามกรมสรรพากรซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลที่มีหน้าที่จัดเก็บภาษีก็ต้องการให้แสดงข้อมูลตามความเป็นจริง เพื่อจะได้จัดเก็บภาษีได้อย่างถูกต้อง รัฐบาลจะได้นำเงินมาพัฒนาประเทศต่อไป ดังนั้นเพื่อให้ข้อมูลทางการบัญชีที่ฝ่ายบัญชีนำเสนอเชื่อถือได้และเป็นธรรมต่อผู้ใช้ข้อมูลทางการบัญชีทุกฝ่าย นักบัญชีจึงจำเป็นต้องจัดทำบัญชีตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป (Generally Accepted Accounting Principles) ซึ่งหมายถึง ประเพณีนิยม กฎเกณฑ์ และวิธีการต่าง ๆ ซึ่งอธิบายให้ทราบถึงวิธีปฏิบัติทางการบัญชีที่ใช้กันโดยทั่วไป สมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย ได้กำหนดข้อสมมุติทางการบัญชีไว้ในแม่บทการบัญชี 2 ข้อ คือ 1. เกณฑ์คงค้าง งบการเงินจัดทำขึ้นโดยใช้เกณฑ์คงค้างเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังที่กล่าวมาแล้วภายใต้เกณฑ์คงค้าง รายการและเหตุการณ์ทางบัญชีจะรับรู้เมื่อเกิดขึ้นมิใช่เมื่อมีการรับหรือจ่ายเงินสดหรือรายการเทียบเท่าเงินสด โดยรายการต่าง ๆ จะบันทึกบัญชีและแสดงในงบการเงินตามงวดที่เกี่ยวข้อง งบการเงินที่จัดทำขึ้นตามเกณฑ์คงค้างนอกจากจะให้ข้อมูลแก่ผู้ใช้งบการเงินเกี่ยวกับรายการค้าในอดีตที่เกี่ยวข้องกับการรับและจ่ายเงินสดแล้ว ยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับภาระผูกพันที่กิจการต้องจ่ายเป็นเงินสดในอนาคตและข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากรที่จะได้รับเป็นเงินสดในอนาคตด้วย ดังนั้น งบการเงินจึงสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับรายการและเหตุการณ์ทางบัญชีในอดีตซึ่งเป็นประโยชน์แก่ผู้ใช้งบการเงินในการตัดสินใจเชิงเศรษฐกิจ 2. การดำเนินงานต่อเนื่อง โดยทั่วไปงบการเงินจัดทำขึ้นตามข้อสมมติที่ว่ากิจการจะดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและดำรงอยู่ต่อไปในอนาคต ดังนั้น จึงสมมุติว่ากิจการไม่มีเจตนาหรือมีความจำเป็นที่จะเลิกกิจการหรือลดขนาดของการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ หากกิจการมีเจตนาหรือความจำเป็นดังกล่าว งบการเงินต้องจัดทำขึ้นโดยใช้เกณฑ์อื่นและต้องเปิดเผยหลักเกณฑ์ที่ใช้ในงบการเงินด้วย นอกจากข้อสมมุติทางการบัญชีที่ได้กล่าวมาแล้ว สมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย ยังได้กำหนดลักษณะเชิงคุณภาพของงบการเงินไว้ในแม่บทการบัญชีอีก 14 ข้อ ดังนี้ 1. ความเข้าใจได้ ข้อมูลในงบการเงินต้องสามารถเข้าใจได้ในทันทีที่ผู้ใช้งบการเงินใช้ข้อมูลดังกล่าว ดังนั้น จึงต้องมีข้อสมมุติว่าผู้ใช้งบการเงินมีความรู้ตามควรเกี่ยวกับธุรกิจ กิจกรรมเชิงเศรษฐกิจและการบัญชี รวมทั้งมีความตั้งใจตามควรที่จะศึกษาข้อมูลดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ข้อมูลแม้ว่าจะมีความซับซ้อน ...

ประเภทของงานบัญชี

งานในวิชาชีพบัญชีสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ 1. งานบัญชีของธุรกิจ (Private Accounting) คือ งานบัญชีที่นักบัญชีที่รับทำให้แก่องค์การธุรกิจเอกชนทั่วไป โดยนักบัญชีมีฐานะเป็นพนักงานของกิจการนั้น ๆ ซึ่งตำแหน่งของนักบัญชีเหล่านี้ได้แก่ ผู้อำนวยการบัญชี สมุห์บัญชี พนักงานบัญชี เป็นต้น และลักษณะงานที่ทำได้แก่ การวางรูประบบบัญชี การบัญชีต้นทุน การพยากรณ์ทางการเงิน การตรวจสอบภายใน การบัญชีภาษีอากร การบัญชีเพื่อการบริหาร เป็นต้น 2. งานบัญชีสาธารณะ (Public Accounting) คือ งานบัญชีที่เป็นอิสระ ไม่เป็นลูกจ้างใคร ดำเนินการให้บริการทางด้านการบัญชีให้แก่ลูกค้า เช่น การสอบบัญชี บริการด้านภาษี การจัดทำบัญชี และบริการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับงานด้านบัญชี เป็นต้น ซึ่งนักบัญชีอิสระที่ทำงานแขนงนี้จะต้องได้รับอนุญาตตามกฎหมายเสียก่อน 3. งานบัญชีของรัฐบาล (Governmental Accounting) คือ งานบัญชีที่นักบัญชีรับทำให้กับหน่วยงานรัฐบาลโดยนักบัญชีมีฐานะเป็นข้าราชการประจำของหน่วยงานราชการนั้น ลักษณะของงานที่ทำคือดูแลรับผิดชอบในการบันทึกรายการทางการบัญชีและทะเบียนต่าง ๆ ส่วนใหญ่เป็นการบันทึกรายการทางการบัญชีในลักษณะที่มิได้มุ่งแสวงหากำไร และการบัญชีของส่วนราชการจะมีกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เป็นผู้วางระเบียบและระบบของการบัญชีไว้ โดยหน่วยงานของรัฐบาลทุกหน่วยงานจะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด สถาบันวิชาชีพทางการบัญชีในประเทศไทย ในประเทศไทยมีสถาบันที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพทางการบัญชีอยู่ 2 สถาบัน ที่ทำหน้าที่ควบคุมดูแลการจัดทำบัญชีของธุรกิจต่าง ๆ ...

การแบ่งส่วนทางการบัญชี

ในทางการบัญชีเราสามารถแบ่งระบบบัญชีออกได้เป็นสองส่วน คือ การบัญชีส่วนย่อย (Micro Accounting) และการบัญชีส่วนรวม (Macro Accounting) 1. การบัญชีส่วนย่อย (Micro Accounting) คือ ระบบบัญชีที่จัดวางไว้สำหรับการรวบรวม บันทึก วิเคราะห์และเสนอข้อมูลเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจของแต่ละหน่วยธุรกิจ ซึ่งการบัญชีส่วนย่อยนี้แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1.1. การบัญชีส่วนย่อยที่มุ่งหาผลกำไร (Profit Motive Accounting) หมายถึง ระบบบัญชีที่จัดวางขึ้นเพื่อใช้ในกิจการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งแสวงหากำไร ไม่ว่าจะเป็นกิจการพาณิชยกรรม กิจการอุตสาหกรรม และกิจการให้บริการ 1.2. การบัญชีส่วนย่อยที่มิได้มุ่งหาผลกำไร (Non-Profit Motive Accounting) หมายถึง ระบบบัญชีที่จัดวางขึ้นเพื่อใช้ในสถาบันที่มิได้มุ่งแสวงหาผลกำไร เช่น มูลนิธิ โรงพยาบาล โรงเรียน มหาวิทยาลัย เป็นต้น 2. การบัญชีส่วนรวม (Macro Accounting) คือ ระบบบัญชีที่จัดวางไว้สำหรับรวบรวม บันทึก วิเคราะห์ และเสนอข้อมูลที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจส่วนรวมของชาติ เช่น ระบบบัญชีรายได้และผลิตภัณฑ์ประชาชาติ บัญชีงบดุลประชาชาติ ระบบบัญชีวางแผนเศรษฐกิจ ระบบเงินหมุนเวียนของชาติ และระบบบัญชีดุลการชำระหนี้ระหว่างประเทศ เป็นต้น ...

ผู้ใช้ข้อมูลทางการบัญชี

1. เจ้าของกิจการ (The Owner) หากกิจการเป็นกิจการเจ้าของคนเดียว เจ้าของก็คือผู้ก่อตั้งกิจการ แต่ถ้าเป็นกิจการห้างหุ้นส่วน เจ้าของกิจการก็คือผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน และถ้าเป็นกิจการบริษัทจำกัด เจ้าของกิจการก็คือผู้ถือหุ้น ซึ่งเจ้าของกิจการเหล่านี้จะนำข้อมูลทางการบัญชีของกิจการไปใช้ในการวางนโยบายของกิจการ เช่นจะขยายกิจการ หรือจะเลิกกิจการซึ่งการตัดสินใจในเรื่องเหล่านี้จะต้องอาศัยข้อมูลทางการบัญชีของกิจการว่าที่ผ่านมากิจการมีผลการดำเนินงานเป็นอย่างไร และ ณ ปัจจุบันกิจการมีฐานะทางการเงินเป็นอย่างไร เป็นต้น 2. ผู้บริหาร (Manager) ในกิจการประเภทห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด เจ้าของกิจการอาจจะเป็นคนเดียวกับผู้บริหารหรือไม่ก็ได้ ซึ่งผู้บริหารนี้จะใช้ข้อมูลทางการบัญชีของกิจการไปใช้ในการบริหารกิจการให้ประสบผลสำเร็จตามนโยบายที่ได้รับจากเจ้าของกิจการ 3. เจ้าหนี้หรือแหล่งเงินกู้ต่าง ๆ (Creditors) เจ้าหนี้จะใช้ข้อมูลทางการบัญชีของกิจการไปใช้ในการตัดสินใจที่จะให้เครดิตกับกิจการ โดยจะพิจารณาจากฐานะทางการเงินของกิจการ ความสามารถในการชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยของกิจการ เป็นต้น 4. นักลงทุน (Investors) นักลงทุนจะใช้ข้อมูลทางการบัญชีของกิจการไปใช้ในการตัดสินใจในการที่จะเข้ามาลงทุนในกิจการ โดยผู้ลงทุนจะพิจารณาจาก ผลการดำเนินงานของกิจการ ฐานะทางการเงินของกิจการ ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ นโยบายการจ่ายเงินปันผลของกิจการ เป็นต้น 5. ลูกค้าและซัพพลายเออร์ (Customers and Suppliers) ลูกค้าและซัพพลายเออร์จะใช้ข้อมูลทางการบัญชีของกิจการไปใช้ในการตัดสินใจที่จะค้าขายกับกิจการ โดยจะพิจารณาจากผลการดำเนินงานของกิจการ ฐานะทางการเงินของกิจการ สภาพคล่องของกิจการ เป็นต้น 6. พนักงานหรือลูกจ้าง (Employees) พนักงานหรือลูกจ้างจะใช้ข้อมูลทางการบัญชีของกิจการไปใช้ในการตัดสินใจในการทำงานกับกิจการ โดยจะพิจารณาจากความมั่นคงคือฐานะทางการเงินของกิจการ ผลการดำเนินงานของกิจการ เพื่อประเมินความสามารถในการจ่ายค่าจ้างค่าตอบแทน และโอกาสในการจ้างงาน 7. คู่แข่ง ...

วัตถุประสงค์ของการจัดทำบัญชี

วัตถุประสงค์ของการจัดทำบัญชี คือ เพื่อบันทึกรายการค้าต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นของกิจการ จำแนก และสรุปผลเพื่อให้ได้ข้อมูลทางการบัญชีไปใช้ในการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ของบุคคลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารกิจการ เจ้าของกิจการ หรือบุคคลอื่น ๆ เช่น เจ้าหนี้ หน่วยงานรัฐบาล หรือบุคคลที่สนใจ ประโยชน์ของการจัดทำบัญชี (The Benefits of Accounting) 1. ทำให้เจ้าของกิจการสามารถควบคุม และดูแลรักษาสินทรัพย์ของกิจการที่มีอยู่ไม่ให้สูญหาย 2. ทำให้ผู้บริหารกิจการมีข้อมูลเพียงพอที่จะนำมาใช้ในการตัดสินใจบริหารกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3. ทำให้ผู้บริหาร และเจ้าของกิจการผลการดำเนินงาน และฐานะทางการเงินของกิจการได้อย่างถูกต้อง 4. ทำให้บุคคลภายนอกกิจการสามารถมีข้อมูลทางการบัญชีของกิจการ เพื่อใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจเรื่องต่าง ...

ประโยชน์ของการทำบัญชี

1.เป็นเครื่องมือวัดความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ การทำบัญชี จะทำให้กิจการ ทราบผลการดำเนินงาน ฐานะทางการเงินของธุรกิจ และ ความมั่นคงของธุรกิจ โดยในการจัดทำบัญชีนั้น จะบันทึกบัญชีรายการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการดำเนินธุรกิจ เช่น การลงทุน รายรับ และ รายจ่าย ที่เป็นของกิจการนั้น โดยไม่นำส่วนที่เป็นของส่วนตัว(ส่วนของเจ้าของ) เข้ามาบันทึกด้วย เมื่อมีการบันทึกรายการต่างๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว ข้อมูลที่ได้บันทึกไว้นั้น จะสามารถนำมาจัดทำเป็นรายงานทางการเงินได้ เช่น งบดุล และ งบกำไรขาดทุน ซึ่งเป็นภาพสะท้อนในการดำเนินธุรกิจ ดังนี้ คือ งบกำไรขาดทุน จะสะท้อนภาพผลการดำเนินงานในรอบระยะเวลาหนึ่งๆ ว่า กิจการมีรายได้หรือค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเท่าไร มีผลกำไรหรือขาดทุน นอกจากนี้ยังช่วยในการประเมินถึงความสามารถในอนาคตได้อีกด้วย เช่น การวิเคราะห์แนวโน้มการเติบโตของรายได้ งบดุล จะสะท้อนภาพฐานะทางการเงินของกิจการ ได้แก่ ทรัพย์สิน หนี้สิน และ ส่วนของเจ้าของ ว่ามีความมั่นคงมากน้อยแค่ไหน สินทรัพย์ที่มีอยู่จะบ่งบอกศักยภาพในการเจริญเติบโตและความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจในอนาคต นอกจากนี้ยังแสดงถึงสภาพคล่องและความเสี่ยงในขณะนั้น งบกระแสเงินสด จะสะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงินของกิจการในรอบระยะเวลาหนึ่งๆ โดยแบ่งเป็น 3 กิจกรรมคือ - กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน - กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน - กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน โดยตัวเลขที่ปรากฏในงบการเงิน จะสามารถนำมาวิเคราะห์เป็นอัตราส่วนทางการเงิน เพื่อวัดผลสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ เช่น การวัดสภาพคล่องของธุรกิจ ...

การรับรองคุณภาพสำนักงานบัญชี

ภายใต้หลักการที่ว่าการจัดทำบัญชีให้ถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายและมาตรฐานการบัญชีนั้น เป็นสิ่งสำคัญที่สามารถสะท้อนผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงินที่แท้จริงของกิจการได้ จากการสำรวจเบื้องต้น พบว่า มีนิติบุคคลจำนวนมากที่ใช้บริการสำนักงานบัญชีในการจัดทำบัญชีและงบการเงิน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า พิจารณาแล้วว่าสำนักงานบัญชีมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้ธุรกิจจัดทำงบการเงินอย่างครบถ้วน ถูกต้อง สอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อให้เกิดประโยชน์เชิงเศรษฐกิจแก่ผู้ใช้งบการเงินในด้านการตัดสินใจ การลงทุน ซึ่งจะเป็นผลกระทบในภาพรวมของเศรษฐกิจ ของประเทศให้เจริญเติบโตอย่างยั่งยืน ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมให้สำนักงานบัญชีปฏิบัติงานอย่างมีมาตรฐาน และเป็นที่ยอมรับต่อสาธารณชน และมีมาตรฐานในการปฏิบัติงาน โดยอ้างอิงจากมาตรฐานสากล กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจึงได้ผลักดันให้มีโครงการรับรองคุณภาพสำนักงานบัญชีขึ้นมา เพื่อให้เกิด สำนักงานบัญชีที่มีคุณภาพ เป็นตัวอย่างสำนักงานบัญชีที่ดีอันควรยึดถือและปฏิบัติตาม นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างทางเลือกให้ธุรกิจได้มีโอกาสใช้บริการสำนักงานบัญชีที่มีคุณภาพ โดยกรมพัฒนา ธุรกิจการค้าเปิดโอกาสให้สำนักงานบัญชีที่มีความพร้อมเข้าร่วมโครงการได้นับแต่วันที่มีประกาศกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการรับรองคุณภาพสำนักงานบัญชี พ.ศ. … และข้อกำหนดการรับรองคุณภาพสำนักงานบัญชี มีผลบังคับใช้ คุณสมบัติเบื้องต้นของสำนักงานบัญชีที่มีสิทธิจะเข้าร่วมโครงการ 1. สำนักงานบัญชีซึ่งรับทำบัญชีของธุรกิจ ไม่น้อยกว่า 30 ราย 2. หัวหน้าสำนักงานต้องมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการบัญชี และปฏิบัติงานเต็มเวลา มีประสบการณ์ด้านการทำบัญชีมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี และต้องแจ้งการเป็นผู้ทำบัญชีต่อกรมไว้แล้ว 3. มีผู้ช่วยผู้ทำบัญชีที่มีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการบัญชี และปฏิบัติงานเต็มเวลา อย่างน้อย 1 คน 4. มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร 5. ประกอบธุรกิจสำนักงานบัญชีมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี 6. หัวหน้าสำนักงานต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย 7. ในกรณีที่สำนักงานบัญชีจัดตั้งในรูปคณะบุคคลหรือนิติบุคคล ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือกรรมการ แล้วแต่กรณี ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบงานด้านการให้บริการรับทำบัญชีต้องมีคุณสมบัติตาม 2 ...

สำนักงานบัญชีคุณภาพ

ขั้นตอนการดำเนินงานการรับรองคุณภาพสำนักงานบัญชี ตามที่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ออกประกาศกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการรับรองคุณภาพสำนักงานบัญชี พ.ศ. 2550 ลงวันที่ 17 ธันวาคม 2550 ดังนั้น เพื่อให้การรับรองคุณภาพเป็นไปอย่างมีประสิทธิผล กรมฯ จึงได้จัดให้มีแนวทางการปฏิบัติงานสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยสรุปขั้นตอนการดำเนินงานการรับรองคุณภาพสำนักงานบัญชี ดังนี้ 1. พิจารณาคำขอ (แบบ ร.สบ. 1) พร้อมทั้ง ตรวจสอบคุณสมบัติและเอกสารประกอบคำขอของสำนักงานบัญชีว่าเป็นไปตามที่ประกาศกำหนดหรือไม่ 2. ประสานงานกับสำนักงานบัญชี และการนัดวันเข้าตรวจประเมิน 2.1 กรณีจัดส่งเอกสารครบถ้วน การนัดวันเข้าตรวจประเมิน จะกำหนดวันนัดเข้าตรวจประเมินคุณภาพสำนักงานบัญชี ภายใน 15 วันทำการนับแต่วันที่สำนักงานบัญชียื่นเอกสารครบถ้วน พร้อมกับจะมีหนังสือแจ้งกำหนดวันให้สำนักงานบัญชีทราบ และขณะเดียวกันก็จะส่งเรื่องให้หน่วยตรวจประเมินเพื่อดำเนินการเข้าตรวจประเมินด้วย หากสำนักงานบัญชีใดไม่พร้อมให้เข้าตรวจประเมินตามวันที่กำหนด ต้องดำเนินการขอเลื่อนการเข้ารับการตรวจประเมิน โดยชี้แจงเหตุผลความจำเป็นให้หน่วยตรวจประเมินและกรมพัฒนาธุรกิจการค้าทราบเป็นลายลักษณ์อักษร กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะพิจารณานัดตรวจประเมินสำนักงานบัญชีที่ขอเลื่อนเป็นลำดับต่อจากสำนักงานบัญชีที่นัดตรวจประเมินไว้ก่อนแล้ว 2.2 กรณีจัดส่งเอกสารไม่ครบถ้วน การเตือนแจ้งให้ส่งเอกสารให้ครบถ้วน มีหนังสือแจ้งให้สำนักงานบัญชีจัดส่งเอกสารให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กำหนดในหนังสือเตือน หากสำนักงานบัญชีใดไม่จัดส่งเอกสารให้ครบถ้วนตามหนังสือเตือนแจ้งให้จัดส่ง กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะมีหนังสือแจ้งให้สำนักงานบัญชียืนยันว่าประสงค์จะเข้าร่วมโครงการรับรองคุณภาพสำนักงานบัญชีหรือไม่ 3. ประสานงานกับหน่วยตรวจประเมิน กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะมีหนังสือแจ้งข้อมูลของสำนักงานบัญชีที่ผ่านคุณสมบัติและจัดส่งเอกสารครบถ้วนให้หน่วยตรวจประเมินดำเนินการตรวจประเมินต่อไป 4. การเข้าตรวจประเมิน หน่วยตรวจประเมินจะเข้าทำการตรวจประเมินตามกำหนดวันที่ได้มีการกำหนดไว้ตามขั้นตอนของ 2.1 5. การเสร็จสิ้นการตรวจประเมิน สำนักงานบัญชีแต่ละแห่งมีองค์ประกอบความครบถ้วนสมบูรณ์ของระบบคุณภาพสำนักงานบัญชีแตกต่างกัน ซึ่งจะส่งผลให้ใช้เวลาในการตรวจประเมินสำนักงานบัญชีแต่ละแห่งไม่เท่ากัน วันที่ถือว่าเสร็จสิ้นการตรวจประเมิน คือ วันสุดท้ายที่หน่วยตรวจประเมินเข้าไปรวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับระบบคุณภาพเพิ่มเติม ณ สำนักงานบัญชีนั้นๆ ดังนั้น วันที่เสร็จสิ้นการตรวจประเมินจึงขึ้นอยู่กับการเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับระบบคุณภาพของสำนักงานบัญชีนั้นๆ 6. รายงานผลการตรวจประเมิน หน่วยตรวจประเมินต้องจัดทำและส่งรายงานผลการตรวจประเมินให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าทราบทุกราย ...

การส่งเอกสารให้สารวัตรใหญ่บัญชี

การส่งมอบบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีแก่สารวัตรใหญ่บัญชี หรือสารวัตรบัญชี ตามมาตรา 17 1. ระยะเวลาในการแจ้ง ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีที่เลิกประกอบธุรกิจโดยมิได้มีการชำระบัญชีจะต้องส่งมอบบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี ภายใน 90 วันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ 2. เอกสารหลักฐานประกอบการแจ้ง (1) หนังสือแจ้งการส่งมอบบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี (2) เอกสารหลักฐานของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ดังนี้ - สำเนาหนังสือรับรองข้อความที่นายทะเบียนเก็บรักษาไว้ แบบแจ้งเลิก (แบบ ต.1) และสำเนาบัตรประชาชน หรือหนังสือเดินทางของผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานในประเทศไทย กรณีเป็นนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ - สำเนาการขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร สำเนาสัญญาร่วมค้า สำเนาสัญญาเลิกค้า สำเนาแบบ ภ.พ.01 ภ.พ.09 ลป.10 และสำเนาบัตรประชาชนของผู้มีอำนาจลงนาม กรณีเป็นกิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร - สำเนาการจดทะเบียนพาณิชย์ และสำเนาแบบแจ้งเลิกทะเบียนพาณิชย์ และสำเนาบัตรประชาชนของผู้มีอำนาจลงนามกรณีเป็นบุคคลธรรมดา - หนังสือมอบอำนาจที่ติดอากรแสตมป์ครบถ้วน พร้อมสำเนาบัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทางของผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ (กรณีผู้มีอำนาจลงนามมอบหมายให้ผู้อื่นทำการแทน) สำเนาเอกสารประกอบคำขออนุญาตทุกฉบับจะต้องลงลายมือชื่อรับรองสำเนาโดยผู้มีอำนาจทำการแทนนิติบุคคลพร้อมประทับตราสำคัญ (ถ้ามี) หรือโดยผู้รับมอบอำนาจแล้วแต่กรณี 3. สถานที่ยื่นหนังสือแจ้งการส่งมอบบัญชีฯ (1) กรณีผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีมีสถานที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ให้แจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี สำนักกำกับดูแลธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (2) กรณีผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีมีสถานที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่อยู่นอกเขตกรุงเทพมหานคร ให้แจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี ดังนี้ * สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัด ที่ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีมีสถานที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ หรือ * สำนักกำกับดูแลธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ขั้นตอนและแนวทางการพิจารณางานการอนุญาตและรับแจ้ง ตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 การส่งมอบบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี ตามมาตรา 17 พระราชบัญญัติการบัญชี ...

การขออนุญาตเปลี่ยนรอบปีบัญชี

1. ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีประสงค์จะเปลี่ยนรอบปีบัญชี ต้องได้รับอนุญาตจากสารวัตรใหญ่บัญชีหรือ สารวัตรบัญชี 2. การยื่นขออนุญาตจะต้องจัดเตรียมเอกสารหลักฐานประกอบดังนี้ (1) แบบคำขออนุญาต (ส.บช.4) จำนวน 1 ชุด (ดาวน์โหลดแบบพิมพ์) (2) สำเนาหลักฐานของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ดังนี้ - สำเนาหนังสือรับรองรายการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลกรณีเป็นนิติบุคคลหรือ - สำเนาทะเบียนพาณิชย์กรณีเป็นนิติบุคคลต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจใน ประเทศ หรือ - สำเนาการขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร กรณีเป็นกิจการร่วมค้า (3) สำเนาหนังสือของสรรพากรที่อนุญาตให้เปลี่ยนรอบปีบัญชี (ถ้ามี) (4) สำเนารายงานการประชุมผู้ถือหุ้นที่อนุมัติให้เปลี่ยนรอบปีบัญชี (5) สำเนารายงานการประชุมจัดตั้งบริษัท หรือสำเนาข้อบังคับของบริษัทอย่างใดอย่างหนึ่ง (ถ้ามี) (6) สำเนาแบบนำส่งงบการเงิน (ส.บช.3) ครั้งสุดท้ายก่อนการขออนุญาต (7) หนังสือมอบอำนาจที่ติดอากรครบถ้วนพร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบ อำนาจ และผู้รับมอบอำนาจ กรณีที่ผู้มีอำนาจลงนามแทนนิติบุคคล ได้มอบหมายให้ผู้อื่น ทำการแทน ทั้งนี้สำเนาเอกสารประกอบคำขออนุญาตทุกฉบับจะต้องลงลายมือชื่อรับรองสำเนาโดยผู้มีอำนาจ ทำการแทนนิติบุคคล พร้อมประทับตราสำคัญ (ถ้ามี) หรือโดยผู้รับมอบอำนาจแล้วแต่กรณี 3. กรณีบริษัทจำกัด หรือ บริษัทมหาชนจำกัด ที่มีข้อบังคับระบุเรื่องรอบปีบัญชี ให้ยื่นคำขออนุญาตเปลี่ยนรอบปีบัญชีไปพร้อมกับการขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงข้อบังคับ โดยยื่นต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท 4. สถานที่ยื่นคำขออนุญาต * กรณีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร ยื่นได้ที่สำนักกำกับดูแลธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ * กรณีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในต่างจังหวัด ยื่นได้ที่สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัดซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของธุรกิจ หรือ สำนักกำกับดูแลธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ขั้นตอนและแนวทางการพิจารณางานการอนุญาตและรับแจ้ง ตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 การขออนุญาตเปลี่ยนรอบปีบัญชี พระราชบัญญัติการบัญชี ...

การแจ้งเอกสารทางบัญชีหายหรือเสียหาย

การแจ้งบัญชีหรือเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีสูญหายหรือเสียหาย 1. ระยะเวลาในการแจ้ง ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องแจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายใน 15 วัน นับแต่วันทีทราบหรือควรทราบถึงการสูญหาย หรือเสียหายนั้น 2. เอกสารหลักฐานประกอบการยื่นแบบแจ้งสูญหายฯ (1) แบบแจ้งบัญชีสูญหายฯ (ส.บช.2) จำนวน 2 ชุด (ดาวน์โหลดแบบพิมพ์) กรณีสำนักงานแห่งใหญ่ ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ หรือ จำนวน 3 ชุด กรณีสำนักแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในต่างจังหวัด (2) สำเนาหลักฐานของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ดังนี้ - สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล กรณีเป็นนิติบุคคล หรือ - สำเนาทะเบียนพาณิชย์ กรณีเป็นนิติบุคคลต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย หรือ บุคคลธรรมดา หรือ - สำเนาการขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร กรณีเป็นกิจการร่วมค้า (3) ภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุ กรณีบัญชีหรือเอกสารประกอบการลงบัญชีเสียหาย (4) หลักฐานที่แสดงได้ว่ามีการสูญหาย/เสียหายจริง (5) หนังสือมอบอำนาจที่ติดอากรครบถ้วนพร้อมสำเนาบัตรประชาชนผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ กรณีที่ผู้มีอำนาจลงนามแทนนิติบุคคลมอบหมายให้ผู้อื่นทำการแทน หมายเหตุ สำเนาเอกสารประกอบคำขออนุญาตทุกฉบับจะต้องลงลายมือชื่อ รับรองสำเนาโดยผู้มีอำนาจทำการแทนนิติบุคคลพร้อมประทับตราสำคัญ (ถ้ามี) หรือ โดยผู้รับมอบอำนาจ แล้วแต่กรณี 3. สถานที่ยื่นแบบแจ้งบัญชีสูญหายฯ * กรณีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร ยื่นได้ที่สำนักกำกับดูแลธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ * กรณีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในต่างจังหวัด ยื่นได้ที่สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัด ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของธุรกิจ หรือสำนักกำกับดูแลธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ขั้นตอนและแนวทางการพิจารณางานการอนุญาตและรับแจ้ง ตาม ...

บัตรประกันสังคม

หลักเกณฑ์ที่จะทำให้ท่านมีสิทธิ คือ 1. ต้องอยู่ในสถานประกอบการที่ไม่ได้รับการลดส่วนเงินสมทบในกรณีเจ็บป่วยหรือประสบอันตราย 2. จ่ายเงินสมทบในส่วนของกรณีเจ็บป่วยหรือประสบอันตรายมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนวันรับบริการทางการแพทย์ (โดยแยกหลักเกณฑ์การขอใช้สิทธิไว้ดังนี้) สิทธิที่ท่านจะได้รับ 1. บริการทางการแพทย์ รวมถึงค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรคตามประกาศสำนักงานเรื่อง หลักเกณฑ์และอัตราสำหรับประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิ ใช่เนื่องจากการทำงาน 2. เงินทดแทนการขาดรายได้ 3. การบำบัดทดแทนไต 4. การปลูกถ่ายไขกระดูก 5. ค่าบริการทางการแพทย์กรณีทันตกรรม (ถอนฟัน อุดฟัน และขูดหินปูน) กรณีเจ็บป่วยทั่วไป ผู้ประกันตนเจ็บป่วยหรือประสบอันตราย มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลที่ท่านเลือกตามบัตรรับรองสิทธิหรือ สถานพยาบาลเครือข่ายโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ และได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ระหว่างที่หยุดพักรักษาตัวตามคำสั่งแพทย์ใน จำนวนครึ่งหนึ่งของค่าจ้างตามจำนวนวันที่หยุดจริงไม่เกินครั้งละ 90 วัน และไม่เกิน 180 วันในหนึ่งปี หากเจ็บป่วยเรื้อรังจะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ไม่เกิน 365 วัน หลักฐานที่ต้องใช้แสดงเพื่อขอรับบริการทางการแพทย์จากโรงพยาบาล ได้แก่ บัตรรับรองสิทธิฯ บัตรประจำตัวประชาชน กรณีทันตกรรม กรณีทันตกรรม (ถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน และใส่ฟันเทียม) ผู้ประกันตนมีสิทธิเข้ารับการบริการทางการแพทย์ ณ สถานพยาบาลใดก็ได้ในกรณี ถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน โดยสำรองเงินจ่ายไปก่อนและนำหลักฐานมาขอเบิกเงินคืนได้ในอัตราไม่เกิน 250 บาท/ครั้ง ปีละไม่เกิน 500 บาท และมีสิทธิใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้ฐานอคริลิก 1-5 ซี่ ในวงเงินไม่เกิน ...

รูปแบบใบกำกับภาษี

รูปแบบใบกำกับภาษี 1. ผู้ประกอบการจดทะเบียนโดยทั่วไป มีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ ซึ่งใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปจะต้องมีรายการอย่างน้อยดังต่อไปนี้ (มาตรา 86/4) (1) คำว่า “ใบกำกับภาษี” (2) เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ขายสินค้าหรือให้บริการ (3) ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ขายสินค้าหรือให้บริการ (4) ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อสินค้าหรือรับบริการ (5) หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษีและหมายเลขลำดับของเล่ม (ถ้ามี) (6) วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี (7) ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณและมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ (8) จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ โดยให้แยกออกจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการให้ชัดแจ้ง กรณีที่มีการขายสินค้าเป็นเงินเชื่อ และผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ออกใบกำกับภาษี / ใบส่งของ อยู่ในฉบับเดียวกัน โดยส่งมอบสำเนาใบกำกับภาษี / ใบส่งของให้กับผู้ซื้อพร้อมกับการส่งมอบสินค้า ส่วนต้นฉบับของใบกำกับภาษี / ใบส่งของ จะส่งมอบให้กับผู้ซื้อต่อเมื่อได้รับชำระราคาค่าสินค้า กรณีนี้ถือว่ามิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องส่งมอบต้นฉบับของใบกำกับภาษี (เอกสารฉบับแรก) ให้กับผู้ซื้อเมื่อมีการส่งมอบสินค้า สำเนาใบกำกับภาษี/ใบส่งของที่ผู้ซื้อได้รับ ผู้ซื้อจะนำไปใช้เป็นหลักฐานในการขอหักภาษีซื้อไม่ได้ ในทางปฏิบัติ หากผู้ประกอบการต้องการเก็บต้นฉบับใบส่งของไว้เพื่อเป็นหลักฐานในการฟ้องคดีกรณีผู้ซื้อไม่ชำระราคาค่าสินค้า ผู้ประกอบการควรออกใบกำกับภาษีแยกต่างหากจากใบส่งของและส่งมอบต้นฉบับใบกำกับภาษี พร้อมทั้งสำเนาใบส่งของให้กับผู้ซื้อเมื่อมีการส่งมอบสินค้า โดยเก็บต้นฉบับใบส่งของไว้เพื่อเป็นหลักประกันในการชำระหนี้ หรือเพื่อความสะดวก ผู้ประกอบการอาจออกใบกำกับภาษีและใบส่งของอยู่ในเอกสารชุดเดียวกัน โดยถือปฏิบัติตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการออกใบกำกับภาษีแบบเป็นชุด ก็ได้ 2. ใบกำกับภาษีที่มีลักษณะเป็นแบบเอกสารออกเป็นชุด ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีความประสงค์จะออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปรวมกับเอกสารการค้าอื่น เช่น ...

ผู้มีหน้าที่ออกใบกำกับภาษี

1. ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยคำนวณจากภาษีขาย หักด้วยภาษีซื้อ 2. ผู้ขายทอดตลาดที่มิใช่ส่วนราชการ ซึ่งขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ประกอบการจดทะเบียน โดยให้ผู้ขายทอดตลาด ออกใบกำกับภาษีในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียน เจ้าของทรัพย์สิน (มาตรา 86/3 และคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.87/2542) 3. ตัวแทนในราชอาณาจักร ของผู้ประกอบการจดทะเบียนในราชอาณาจักร โดยมีการตั้งตัวแทน เพื่อขาย และได้ส่งมอบสินค้าให้ตัวแทนแล้ว ทั้งนี้ เฉพาะสัญญาการแต่งตั้งตัวแทน เพื่อขายตามประเภทของสินค้า และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี (มาตรา 86 วรรคสี่) 4. ตัวแทนในราชอาณาจักร ของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่อยู่นอกราชอาณาจักร ตัวแทน จะออกใบกำกับภาษี ในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่อยู่นอกราชอาณาจักรได้ ต่อเมื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนนอกราชอาณาจักร ได้ยื่นคำขออนุมัติตามระเบียบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด (มาตรา 86/2) 5. ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักร และเข้ามาประกอบกิจการขายสินค้า หรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นครั้งคราว โดยได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรม-สรรพากรกำหนด (มาตรา 85/3 และมาตรา 86 วรรคสอง) 6. ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะเลิกประกอบกิจการ หรืออธิบดีสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม อธิบดีกรมสรรพากรจะอนุญาตให้ ผู้ประกอบการที่ถูกขีดชื่อ ออกจากทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าว ออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ ...

ผู้ที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

ผู้ประกอบการที่ขายสินค้า หรือให้บริการในทางธุรกิจ หรือวิชาชีพเป็นปกติธุระ ไม่ว่าจะประกอบกิจการในรูปของ บุคคลธรรมดา คณะบุคคล หรือห้างหุ้นส่วนสามัญ ที่มิใช่นิติบุคคล หรือนิติบุคคลใด ๆ หากมีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการเกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน โดยคำนวณภาษีที่ต้องเสียจากภาษีขาย   ...

ใครมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้แก่ ผู้ที่มีเงินได้เกิดขึ้นระหว่างปีที่ผ่านมาโดยมีสถานะ อย่างหนึ่งอย่างใด ดังนี้ 1) บุคคลธรรมดา 2) ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล 3) ผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษี 4) กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง ...

ผู้ประกอบการที่ไม่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้แก่

1. ผู้ประกอบการที่มีรายรับจากการขายสินค้า หรือให้บริการไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี 2. ผู้ประกอบการที่ขายสินค้า หรือให้บริการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย 3. ผู้ประกอบการที่ให้บริการจากต่างประเทศ และได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร 4. ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักร และเข้ามาประกอบกิจการขายสินค้า หรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นครั้งคราว ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข ที่กำหนดไว้ ในประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 43) ฯ ลงวันที่ 29 มกราคม พ . ศ . 2536 5. ผู้ประกอบการอื่น ตามที่อธิบดีจะประกาศกำหนดเมื่อมีเหตุอันสมควร ...

ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ทำบัญชี

การสมัครผู้ขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้ทำบัญชีกับสภาวิชาชีพบัญชี คุณสมบัติของผู้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้ทำบัญชี ผู้ทำบัญชี ที่จะขึ้นทะเบียนกับสภาวิชาชีพบัญชีต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้ (1) มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร (2) มีความรู้ภาษาไทยเพียงพอที่จะทำบัญชีเป็นภาษาไทยได้ (3) ไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ต้องคำพิพากษาหรือพ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี (4) มีวุฒิการศึกษาเช่นเดียวกับวุฒิการศึกษาของผู้ทําบัญชีตามประกาศของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าซึ่งออกตาม กฎหมายว่าด้วยการบัญชี (5) มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามอื่นตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับวิชาชีพบัญชี (ฉบับที่ 6) เรื่อง ผู้ทำบัญชี พ.ศ. 2547 ดังนี้ 5.1 ผู้ขอขึ้นทะเบียนที่เคยได้รับโทษหรือเคยถูกลงโทษจรรยาบรรณ ต้องพ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี 5.2 ผู้ขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้ทำบัญชีที่ไม่มีสัญชาติไทย ต้องมีความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานการบัญชี และกฎหมายภาษีอากรของไทย เพื่อปฏิบัติการตามกฎหมายว่าด้วยการบัญชีและกฎหมายภาษีอากรที่เกี่ยวข้องได้ ค่าธรรมเนียมการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ทำบัญชี อัตราค่าธรรมเนียมการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ทำบัญชีรายปีเป็นอัตราตามปีปฏิทิน (1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคมของทุกปี) คือ ปีละ 500 บาท สำหรับผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี และปีละ 300 บาท สำหรับผู้สำเร็จการศึกษาในระดับต่ำกว่าปริญญาตรี ...

ผู้มีเงินได้มีสิทธิหักลดหย่อนอะไรได้บ้าง

การหักลดหย่อน หมายถึง รายการต่างๆ ที่กฎหมายได้กำหนดให้หักได้เพิ่มขึ้นหลังจากได้หักค่าใช้จ่ายแล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้แก่ผู้เสียภาษีก่อนนำเงินได้ที่เหลือซึ่งเรียกว่าเงินได้สุทธิไปคำนวณภาษีตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รายการหักลดหย่อนกรณีต่าง ๆ มีดังต่อไปนี้ 1. การหักลดหย่อนในกรณีทั่วไป 1.1 ผู้มีเงินได้ 30,000 บาท (ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศไทยถึง 180 วัน หรือไม่ก็ตาม) 1.2 สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ 30,000 บาท (1) สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ที่มีสิทธิหักลดหย่อน จะต้องเป็นสามีหรือภริยาชอบด้วยกฎหมาย การสมรส ไม่ครบปีภาษีก็มีสิทธิหักลดหย่อนได้ เช่น จดทะเบียนสมรสระหว่างปีภาษี หรือตายในระหว่างปีภาษี ก็มีสิทธิหักลดหย่อนได้ 30,000 บาท (2) สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ที่จะนำมาหักลดหย่อนจะต้องไม่มีเงินได้พึงประเมินหรือมีแต่ไม่ได้แยกคำนวณภาษี ตัวอย่าง สามีภริยาแต่งงานครบปีภาษีและต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ประเภทที่ 1 กรณีดังกล่าว ภริยาสามารถแยกคำนวณภาษีต่างหากจากสามีได้โดยชอบ ทั้งสามีภริยาจึงไม่มีสิทธินำคู่สมรสมาหักลดหย่อนได้ แต่หากภริยามีเงินได้ประเภทอื่น (2-8) ให้สามีนำเงินได้ของภริยามารวมคำนวณและมีสิทธินำคู่สมรสมาหัก ลดหย่อนได้ 1.3 การหักลดหย่อนบุตร ให้หักสำหรับบุตรชอบด้วยกฎหมาย หรือบุตรบุญธรรมของผู้มี เงินได้ รวมทั้งบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ด้วย โดยมีเงื่อนไขว่าบุตรที่เกิด ก่อนหรือ ในพ.ศ.2522 หรือที่ได้รับเป็นบุตรบุญธรรม ก่อน พ.ศ. 2522 คนละ 15,000 บาท บุตรที่เกิด ...

ที่มาของเงินที่ต้องเสียภาษี

เงินได้อันเป็นเหตุให้ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีมาจากแหล่งใดบ้าง? แหล่งที่มาของเงินได้ ซึ่งแบ่งเป็นเงินได้จากแหล่งในประเทศและนอกประเทศ เงินได้จากแหล่งต่างๆ นี้จะต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ ให้พิจารณา ดังนี้ 1. เงินได้เกิดจากแหล่งในประเทศ หมายถึง เงินได้ที่เกิดขึ้น หรือเป็นผลสืบเนื่องจากมี 1.1 หน้าที่งานที่ทำในประเทศไทย หรือ 1.2 กิจการที่ทำในประเทศไทย หรือ 1.3 กิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือ 1.4 ทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย (ดอกเบี้ย เงินปันผล ค่าเช่า ฯลฯ * เงื่อนไข ผู้มีเงินได้เกิดจากแหล่งในประเทศนี้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ตามที่ประมวลรัษฏากร กำหนดไว้เสมอเว้นแต่จะมีข้อยกเว้นตามกฎหมาย ทั้งนี้ ไม่ว่าเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วนั้น จะจ่ายในหรือนอกประเทศ และไม่ว่าผู้มีเงินได้นั้นจะเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยหรือไม่ก็ตาม) 2. เงินได้เกิดจากแหล่งนอกประเทศไทย หมายถึง เงินได้ที่เกิดขึ้นหรือเป็นผลสืบเนื่องจากมี 2.1 หน้าที่งานที่ทำในต่างประเทศ หรือ 2.2 กิจการที่ทำในต่างประเทศ หรือ 2.3 ทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ * เงื่อนไข ผู้มีเงินได้เกิดจากแหล่งนอกประเทศในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วจะต้องเสียภาษีเงินได้ ในประเทศไทยก็ต่อเมื่อเข้าองค์ประกอบทั้ง 2 ประการ ดังต่อไปนี้ (1) ผู้มีเงินได้เป็น ผู้อยู่ในประเทศไทย ในปีภาษีนั้นชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะเวลา รวมทั้งหมดถึง 180 วัน และ (2) ผู้มีเงินได้ นำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีนั้นด้วย ในการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาบางกรณี ถ้าเกี่ยวข้องกับบุคคลของบางประเทศที่มี อนุสัญญาภาษีซ้อน* หรือความตกลงเพื่อป้องกันการเก็บภาษีซ้ำซ้อนกับประเทศไทยจำเป็นต้องพิจารณาถึงความ ตกลงหรืออนุสัญญาว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยได้ทำความตกลงไว้ด้วย ...

เงินที่ต้องเสียภาษี

ตามกฎหมาย เงินได้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เรียกว่า “เงินได้พึงประเมิน” หมายถึง เงินได้ของบุคคลใดๆ หรือหน่วยภาษีใดข้างต้นที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม ของปีใดๆ หรือเงินได้ ที่เกิดขึ้นในปีภาษี ได้แก่ 1. เงิน 2. ทรัพย์สินซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน ที่ได้รับจริง ที่ได้รับจริง 3. ประโยชน์ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน (เกณฑ์เงินสด) 4. เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้ 5. เครดิตภาษีตามที่กฎหมายกำหนด ...

การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปี 2552

ตามที่ได้มีพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๔๘๐) พ.ศ. ๒๕๕๒ ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับภาษีที่ต้องเสียตามมาตรา ๔๘ (๒) แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะกรณีที่ผู้มีเงินได้มีภาษีที่ต้องเสียทั้งสิ้นจำนวนไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาทในปีภาษีนั้น แต่ผู้มีเงินได้ยังคงมีหน้าที่ในการคำนวณและเสียภาษีสำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๘ (๑) แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒ เป็นต้นไป เพื่อให้การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครั้งนี้เป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไป กรมสรรพากรจึงขอชี้แจงในสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้ ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๒) ถึง (๘) แห่งประมวลรัษฎากร ตั้งแต่ ๖๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป นอกจากจะต้องคำนวณภาษีตามมาตรา ๔๘ (๑) แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว (เงินได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ คูณด้วยอัตราภาษีตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้) ผู้มีเงินได้จะต้องคำนวณภาษีตามมาตรา ๔๘ (๒) แห่งประมวลรัษฎากรด้วย โดยนำเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๒) ถึง (๘) แห่งประมวลรัษฎากรดังกล่าว ...

การบันทึกบัญชี แบ่งเป็น 2 ระบบ ดังนี้

ระบบบัญชีเดี่ยว เป็นวิธีการบันทึกบัญชีเพียงด้านเดียวเท่านั้นคือ ด้านเดบิตหรือด้านเครดิต ระบบบัญชีเดี่ยวนี้จะบันทึกเฉพาะ รายการในบัญชีเงินสด หรือ บัญชีที่สำคัญบางบัญชี เช่น บัญชีลูกหนี้หรือบัญชีเจ้าหนี้เท่านั้น โดยไม่ได้ใช้การบันทึกรายการ ตามระบบบัญชีคู่ที่ต้องบันทึกรายการบัญชีทั้งด้านเดบิตและเครดิต การบันทึกบัญชีตามระบบบัญชีเดี่ยวนี้นิยมใช้ในกิจการ ขนาดเล็กที่เจ้าของเป็นผู้ควบคุมและจดบันทึกเอง สำหรับธุรกิจขนาดย่อมขึ้นไปไม่ควรนำระบบบัญชีเดี่ยวมาใช้ เนื่องจากจะมี ปัญหาในการเก็บรวบรวมข้อมูล การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลทางการบัญชี และการจัดทำงบการเงิน ระบบบัญชีคู่ เป็นวิธีการที่ใช้ปฏิบัติในการบันทึกรายการบัญชีต่าง ๆ ประกอบด้วยรายการในสมุดรายวันทั่วไป รายการในสมุดบัญชี แยกประเภท ตลอดจนเอกสารหลักฐาน การบันทึกเหล่านี้มีระบบการและประเพณีปฏิบัติต่าง ๆซึ่งอาจใช้ได้กับทั้งกิจการขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ ทั้งนี้เพื่อวัตถุประสงค์ที่จะทำให้สามารถเสนอรายงานทางการเงินได้ถูกต้องตามที่ควร และทันต่อเหตุการณ์การ บันทึกบัญชีตามระบบบัญชีคู่แต่ละรายการจะเกี่ยวข้องกับบัญชีสองด้าน คือบันทึกด้านเดบิตบัญชีหนึ่งและบันทึกด้านเครดิต ในอีกบัญชีหนึ่งด้วยจำนวนเงินที่เท่ากัน และจะมีผลทำให้เกิดดุลขึ้นในตัวเอง และในขณะเดียวกันก็จะทำให้ผลรวมของยอดบัญชี ที่เกิดจากทุกรายการรวมกันแล้วได้ค่าเป็นศูนย์ นั่นก็คือ ผลรวมของยอดดุลเดบิตเท่ากับผลรวมยอดดุลเครดิต การจัดทำรายละเอียด ของยอดบัญชีต่าง ๆ ประกอบกันเป็นยอดรวมทั้งสิ้น เรียกว่า งบทดลอง(สมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศ ไทย 2538:d-4) การบันทึกบัญชีจะใช้หลักระบบบัญชีคู่ ดังนั้นรายการค้าทุกรายการต้องบันทึกโดยเดบิตบัญชีหนึ่ง และเครดิตอีกบัญชีหนึ่ง ด้วยจำนวนเงินที่เท่ากันเสมอ เรียกว่า บัญชีนั้นได้ดุลกัน แต่ในบางครั้งรายการค้าที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันมีหลายบัญชี อาจบัญชี อาจบันทึกบัญชีโดยเดบิตหรือเครดิตบัญชีหลายบัญชีรวมกันได้ เรียกว่า การรวมรายการ ...

มาเริ่มต้นทำบัญชีเพื่อการจัดการกันเถอะ

ถ้าจะถามว่าทำไมเลือกเรียนบัญชีผู้เขียนคงตอบได้เพียงว่าเพราะโชคชะตาพาไปเพราะในวัยนั้น ไม่ได้เลือกเรียนเพราะ เห็นความสำคัญของงานบัญชีแต่อย่างใด ในขณะที่เรียนนั้นก็เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง เดบิต เครดิต แบบงู งู ปลา ปลา เมื่อเรียนจบมาในระยะแรก ได้เข้าเป็นพนักงานบัญชีของบริษัทคนไทยก็ได้รู้รสถึงความยุ่งยากของการปิดบัญชี ห้าเล่มด้วยมือ และวิธีคิดแบบคุณละเอียดที่ต้องรอเอกสารที่เกี่ยวข้องมาลงบัญชีให้ครบทุกใบ ต้องเล่นไล่จับให้ เดบิตเท่ากับเครดิต อยู่ทุกเดือนจึงมักทำให้การปิดบัญชีล่าช้าไปประมาณ สองหรือสามเดือนอย่างสม่ำเสมอเจ้านายก็ไม่เคยสนใจ ขอเพียงแค่เดือนห้า สามารถปิดบัญชีของปีก่อนไปส่งสรรพากรได้ก็ถือว่ายอมรับได้ จะมาเริ่มเข้าใจว่า การทำบัญชีนั้นสำคัญไฉนก็เมื่อเข้าทำงาน ในบริษัทข้ามชาติ ที่เมื่อยี่สิบปีก่อนเขาก็ใช้คอมพิวเตอร์ในการทำบัญชีแล้ว ที่นี่ ทำให้ชอบการทำบัญชีขึ้นมาอีกเล็กน้อย เพราะการทำบัญชีด้วยคอมฯ ไม่มีคำว่าเดบิต เครดิตไม่ลงตัว แต่ความกดดันก็เริ่มเกิด เพราะในปีที่เริ่มทำงานนั้น ที่นี่จะมีตาราง เวลากำหนดไว้เลยว่าต้องปิดบัญชีภายใน วันที่ 15 ของเดือนถัดไป เพราะต้องส่งรายงานข้ามประเทศไปยังบริษัทแม่ ให้ทัน ในวันนั้นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เห็นและมีส่วนร่วมกับการปิดให้ทันกำหนดแบบสว่างคาตา ที่นี่ทำให้ได้เรียนรู้วิธีคิดในการปิดบัญชี ที่ต่างไปจากแนวทางแบบไทยไทย นั่นก็คือเจ้านายจะสอนว่าในการปิดบัญชีถ้าได้ตัวเลขที่ถูกต้องเพียงแปดสิบเปอร์เซ็นต์ แต่ปิดได้ทันเวลา ยังดีกว่าได้ข้อมูลที่ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ในอีก สอง สามเดือนถัดไป ซึ่งไม่สามารถใช้ในการตัดสินใจได้แล้ว ดังนั้นหากข้อมูลใดยังไม่ได้มาก็จะใช้วิธีตั้งค้างรับค้างจ่ายเอาไว้ก่อน อีกอย่างหนึ่งที่ต่างกันคือในระบบสากลเขาจะไม่อนุญาต ให้กลับไปแก้ตัวเลขเดือนที่ผ่านไปแล้ว ถ้าพบที่ผิดของเดือนเก่าก็ให้นำมาปรับปรุงในเดือนปัจจุบัน ในระยะเวลาสิบปีในการ ทำงานที่นั่น สิ่งที่เห็นก็คือเขาจะเห็นความสำคัญของการพัฒนาระบบบัญชี ...

ระวังเจออาญา จัดตั้งคณะบุคคล

ผู้ประกอบการที่มิได้เป็นนิติบุคคล ในกรณีที่ต้องเสียภาษีให้แก่รัฐ จะต้องเสียภาษีรายได้แบบบุคคลธรรมดา ซึ่งบางท่านจะเสีย ภาษีใน อัตราก้าวหน้า ด้วยเหตุนี้จึงมักมีการจัดตั้งเป็นคณะบุคคล เพื่อเป็นช่องทางที่จะใช้ลดอัตราภาษี แต่หากการจัดตั้งคณะบุคคล มีเจตนาเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ก็อาจจะเป็นความผิดตามกฎหมายทั้งทางแพ่งและทางอาญาได้ ดังนั้น ผู้ประกอบการที่มีแนวคิดจะจัดตั้ง คณะบุคคลร่วมกับบุคคลอื่น ควรจะศึกษาถึงรายละเอียดให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพื่อมิให้ตกเป็นผู้กระทำความผิด โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ คำนิยามของคณะบุคคลตามประมวลรัษฎากร คือ สัญญาซึ่งบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกันเหมือน ห้างหุ้นส่วน แต่ไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะแบ่งปันกำไรอันพึงได้จากกิจการที่ทำนั้น โดยผู้เป็นบุคคลในคณะบุคคลทุกคนต้องรับผิดร่วมกัน เพื่อหนี้สินทั้งปวงของคณะบุคคลแบบไม่มีจำกัด ตามความหมายในส่วนที่ไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะแบ่งปันกำไร น่าจะหมายถึงการได้ผลกำไรของคณะบุคคลอาจจะได้แก่หุ้นส่วนเพียง คนเดียวไม่จำเป็นต้องแบ่งให้แก่หุ้นส่วนอื่นในคณะบุคคล แต่ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดร่วมกันกับคณะบุคคลโดยไม่จำกัดจำนวน เหมือนผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน ขั้นตอนการจัดตั้งคณะบุคคล โดยทั่วไปจะต้องมีสัญญาจัดตั้งคณะบุคคล กำหนดชื่อวัตถุประสงค์ ที่ตั้ง และระบุทุนของหุ้นส่วน แต่ละคน ซึ่งอาจเป็นเงิน แรงงานหรือทรัพย์สินอื่นๆ ก็ได้ จากนั้นต้องมอบหมายให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้ดำเนินการไปยื่นต่อกรม สรรพากรเพื่อขอเลขประจำตัว ผู้เสียภาษี ถ้าคณะบุคคลใดประกอบกิจการตามหลักเกณฑ์ที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็ต้องไป ดำเนินการจดทะเบียนดังกล่าวด้วย แต่การจัดตั้ง คณะบุคคลนั้น นิติบุคคลไม่อาจร่วมจัดตั้งกับบุคคลธรรมดาได้ เนื่องจากจะส่งผลให้ ฐานะการร่วมกันนั้นเปลี่ยนไปเป็นการร่วมทุนแบบกิจการร่วมค้า (Joint Venture) ทันที และที่สำคัญ บุคคลที่ร่วมกันจัดตั้งเป็น คณะบุคคล ต้องไม่ใช่สามีภรรยาซึ่งจดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย เพราะถือว่าสามีและภรรยาเป็น บุคคลคนเดียวกัน สำหรับกลุ่มบุคคลที่มักจะขอจดทะเบียนจัดตั้งคณะบุคคล ...

ในการเสียภาษีจะต้องคำนวณภาษีอย่างไร?

เนื่องจากผู้มีเงินได้ประกอบอาชีพแตกต่างกัน มีความยากง่ายหรือต้นทุนที่แตกต่างกัน เพื่อความ เป็นธรรม ในกฎหมายจึงได้แบ่งลักษณะเงินได้(พึงประเมิน) ออกเป็นกลุ่มๆ ตามความเหมาะสมเพื่อกำหนด วิธีคำนวณภาษีให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด ดังนี้ 1. เงินได้ประเภทที่ 1 ได้แก่ เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน ไม่ว่าจะเป็น - เงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ - เงินค่าเช่าบ้านที่ได้รับจากนายจ้าง - เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้าน ซึ่งนายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า - เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ - เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน เช่น มูลค่าของการได้รับประทานอาหาร เป็นต้น 2. เงินได้ประเภทที่ 2 ได้แก่ เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็น - ค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด - เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส - เงินค่าเช่าบ้านที่ได้รับเนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้ - เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้าน ที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า - เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ - ...

หากยื่นแบบแล้วมีภาษีต้องชำระจะขอผ่อนชำระภาษีได้หรือไม่ ?

ถ้ามีภาษีที่ต้องชำระจำนวนตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป ทั้งภาษีครึ่งปีและภาษีสิ้นปี ผู้เสียภาษีมีสิทธิ ขอผ่อนชำระภาษีได้เป็น 3 งวดเท่า ๆ กัน โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่มใดๆ ผู้เสียภาษีอาจติดต่อขอผ่อนชำระได้ที่ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาโดยใช้ แบบ บ.ช. 35 จำนวน 1 ชุด 3 แผ่น ข้อความเหมือนกันดังนี้ งวดที่ 1 ชำระพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภายในวันที่ 30 กันยายน หรือวันที่ 31 มีนาคม งวดที่ 2 ชำระภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่ต้องชำระงวดที่ 1 งวดที่ 3 ชำระภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่ต้องชำระงวดที่ 2 ...

การบริจาคเงินภาษีให้แก่พรรคการเมือง ?

ตั้งแต่ปีภาษี 2551 เป็นต้นไป บุคคลธรรมดา ที่มีสัญชาติไทย (ไม่รวมถึง ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือ คณะบุคคล ที่มิใช่ นิติบุคคล และกองมรดก ที่ยังไม่ได้แบ่ง) สามารถบริจาค เงินภาษี ให้แก่พรรคการเมืองได้ ตามมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัต ิประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 โดยแสดง เจตนาบริจาค เงินภาษี ให้แก่พรรคการเมือง พร้อมการยื่นแบบ แสดงรายการภาษี ประจำปี โดยมีหลักเกณฑ์ และวิธีการ ตามประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ ( ฉบับที่ 176 ) ดังนี้ 1. ผู้มีเงินได้ เมื่อคำนวณภาษี ตามแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91 แล้ว มีเงินภาษี ที่ต้องชำระ ตั้งแต่ 100 บาท ขึ้นไป 2. ผู้มีเงินได้ ที่มีสิทธิบริจาค ต้องแสดง เจตนาไว้ใน ...

ผู้ประกอบการที่ไม่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้แก่

1. ผู้ประกอบการที่มีรายรับจากการขายสินค้า หรือให้บริการไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี 2. ผู้ประกอบการที่ขายสินค้า หรือให้บริการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย 3. ผู้ประกอบการที่ให้บริการจากต่างประเทศ และได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร 4. ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักร และเข้ามาประกอบกิจการขายสินค้า หรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นครั้งคราว ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข ที่กำหนดไว้ ในประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 43) ฯ ลงวันที่ 29 มกราคม พ . ศ . 2536 5. ผู้ประกอบการอื่น ตามที่อธิบดีจะประกาศกำหนดเมื่อมีเหตุอันสมควร ถ้าไม่ชำระในกำหนดเวลาหรือชำระไม่ถูกต้องจะมีความรับผิดอย่างไรบ้าง? 1. กรณีไม่ชำระภาษีภายในกำหนดเวลา จะต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระนั้น นับแต่วันพ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการจนถึงวันชำระภาษี เว้นแต่กรณีที่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากร ให้ขยายกำหนดเวลาชำระภาษีได้ เงินเพิ่มเสียร้อยละ 0.75 2. กรณีเจ้าพนักงานตรวจสอบออกหมายเรียก และปรากฏว่ามิได้ยื่นแบบแสดงรายการไว้หรือยื่นแบบแสดงรายการไว้ แต่ชำระภาษีขาดหรือต่ำไป นอกจากจะต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มตามข้อ 1 แล้ว ยังจะต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับอีก 1 เท่า หรือ 2 เท่าของเงินภาษีที่ต้องชำระแล้วแต่กรณี เงินเบี้ยปรับดังกล่าวอาจลดหรืองดได้ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติ ...

สมการบัญชี

สมการบัญชี (Accounting Equation) เพื่อให้ศึกษาวิชาการบัญชีได้เข้าใจและง่ายขึ้น เราจะมาเริ่มต้นกันที่การรู้จักสมการบัญชี ซึ่งสมการบัญชีคือ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ จะเห็นได้ว่าในสมการบัญชีมีคำที่เกี่ยวข้องอยู่ทั้งหมด 3 คำ คือคำว่า สินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของ เราจะมาทำความเข้าใจกับคำทั้งสามคำนี้ก่อน สินทรัพย์ (Assets) หมายถึง ทรัพยากรทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าที่วัดได้เป็นตัวเงินที่กิจการเป็นเจ้าของ ซึ่งจะมีตัวตนหรือไม่มีตัวตนก็ได้ เช่น เงินสด รถยนต์ สัมปทาน เป็นต้น เราสามารถจำแนกสินทรัพย์ออกเป็นประเภทต่าง ๆ 4 ประเภท ดังนี้ สินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets) หมายถึง สินทรัพย์ที่เป็นเงินสด หรือสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ภายใน 1 รอบระยะเวลาของการดำเนินธุรกิจหรือ 1 ปี ได้แก่ 1.1 เงินสด (Cash) หมายถึง ธนบัตร และเหรียญกษาปณ์ที่กิจการมีอยู่ในมือ และรวมถึงเช็คที่ถึงกำหนดได้รับเงินแล้วแต่กิจการยังไม่ได้นำไปขึ้นเงินหรือนำฝากธนาคาร ดราฟท์ ธนานัติ แคชเชียร์เช็ค เป็นต้น 1.2 เงินฝากธนาคาร (Cash in Bank or ...

การบัญชีคืออะไร

สมาคมนักบัญชีและผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาตในสหรัฐอเมริกา(The American Institute of Certified Public Accountants ? AICPA) ได้ให้ความหมายของการบัญชีไว้ว่า ?การบัญชีเป็นศิลปะของการจดบันทึกรายการหรือเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเงินไว้ในรูปของเงินตรา การจัดหมวดหมู่ของรายการที่บันทึก การสรุปผลและการวิเคราะห์ความหมายของรายการที่ได้จดบันทึกไว้ โดยจัดทำในรูปของรายงานทางการเงิน?  สมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย ได้ให้ความหมายของการบัญชีไว้ว่า ?การบัญชี คือ ศิลปะของการเก็บรวมรวม บันทึก จำแนก และทำสรุปข้อมูลอันเกี่ยวกับเศรษฐกิจในรูปตัวเงิน ผลงานขั้นสุดท้ายของการบัญชีก็คือ การให้ข้อมูลทางการเงิน ซึ่งเป็นประโยชน์แก่บุคคลหลายฝ่าย และผู้ที่สนใจในกิจกรรมของกิจการ?จากความหมายของการบัญชีของทั้งสองสถาบัน เราสามารถสรุปได้ว่า การบัญชีก็คือ การเก็บรวบรวม การจดบันทึก การจำแนก และการสรุปผลรายการทางการเงินที่เกิดขึ้นในรูปของตัวเงิน รวมทั้งการวิเคราะห์ และแปลความหมายผลสรุปนั้นด้วย จากความหมายของการบัญชีดังกล่าว เราสามารถสรุปขั้นตอนของการบัญชีได้ ดังนี้      1. การเก็บรวมรวม (Gathering) ข้อมูลทางการเงิน หรือที่เรียกว่ารายการค้า (Transaction) ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน      2. การจดบันทึก (Recording) รายการค้า ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันลงในสมุดบัญชีขั้นต้น      3. การจำแนก (Classifying) รายการค้าที่บันทึกในสมุดบัญชีขั้นต้น ออกเป็นหมวดหมู่ในสมุดบัญชีขั้นปลาย      4. การสรุปผล (Summarizing) ...

งบการเงิน

01.31.2010 · Posted in บัญชี

งบการเงิน งบการเงิน (Financial Statement) ความหมายอย่างสั้น งบการเงิน คืออะไร? งบการเงิน (Financial Statement) หมายถึง รายงานข้อมูลทางการเงินที่ได้จัดทำขึ้นจาก ข้อมูลทางการเงินที่กิจการได้จดบันทึกไว้ในรอบระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งสามารถแสดงให้เห็นถึงผล การดำเนินการ ฐานะการเงินหรือการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงินของกิจการในรอบระยะเวลานั้นๆ ความสำคัญของเรื่อง วัตถุประสงค์ของการจัดทำงบการเงิน งบการเงินถูกจัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับฐานะทางการเงิน ผลการดำเนินงานและการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงินของกิจการ อันเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งบการเงิน ทุกประเภทในการนำไปใช้ตัดสินใจเชิงเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของกิจการ เจ้าหนี้ นักลงทุน ฝ่ายบริหาร บริษัทคู่ค้า ลูกค้าของบริษัท งบการเงินแสดงผลการบริหารงานของฝ่ายบริหารหรือความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารใน การบริหารทรัพยากรของกิจการ ผู้ประกอบการสามารถใช้งบการเงินมาประเมินผลการ บริหารงานหรือความรับผิดชอบของฝ่ายบริหาร เพื่อใช้ในการตัดสินใจเชิงเศรษฐกิจ ซึ่งการ ตัดสินใจเชิงเศรษฐกิจนี้อาจรวมถึงการตัดสินใจขายหรือถือเงินลงทุนในกิจการต่อไป หรือ แม้กระทั่งการ ตัดสินใจโยกย้ายหรือเปลี่ยนผู้บริหาร ข้อมูลต่างๆในงบการเงินไม่เพียงแต่มี ประโยชน์กับผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์กับเจ้าหนี้ ผู้ถือหุ้น บริษัทคู่ค้า ลูกค้า และบุคคลอื่นที่สนใจในกิจการซึ่งรวมถึงนักลงทุนภายนอกหากเป็นบริษัทที่มีการจด ทะเบียนในตลาดหุ้น อีกทั้งรัฐบาลยังใช้ประโยชน์จากงบการเงินในการคำนวณภาษีที่จะเรียกเก็บ จากกิจการอีกด้วย ระยะเวลาในการจัดทำงบการเงิน งบการเงินจัดทำขึ้นอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง เพื่อสนองความต้องการข้อมูลของผู้ใช้ งบการเงินทุกประเภท เนื่องจากผู้ใช้งบการเงินต้องการเปรียบเทียบฐานะการเงิน ผลการ ดำเนินงาน และการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงินของกิจการสำหรับรอบระยะเวลาที่ต่างกัน ดังนั้น งบการเงินจึงแสดงข้อมูลของรอบระยะเวลาที่ผ่านมาด้วยเพื่อประโยชน์ในการเปรียบเทียบผลการ ความหมายอย่างละเอียด ส่วนประกอบของงบการเงิน งบการเงินประกอบด้วย 1. งบดุล (Balance Sheet) 2. งบกำไรขาดทุน (Income Statement) 3. งบกำไรสะสม (Retained Earning Statement) 4. งบกระแสเงินสด (Statement of Cash Flow) 5. หมายเหตุประกอบงบการเงิน (Notes to Financial Statements) การจำแนกรายการในงบการเงิน รายการในงบการเงินสามารถจำแนกได้ ...

งบการเงิน

งบการเงิน มกราคม 16th, 2010 งบการเงิน (Financial Statement) ความหมายอย่างสั้น งบการเงิน คืออะไร? งบการเงิน (Financial Statement) หมายถึง รายงานข้อมูลทางการเงินที่ได้จัดทำขึ้นจาก ข้อมูลทางการเงินที่กิจการได้จดบันทึกไว้ในรอบระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งสามารถแสดงให้เห็นถึงผล การดำเนินการ ฐานะการเงินหรือการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงินของกิจการในรอบระยะเวลานั้นๆ ความสำคัญของเรื่อง วัตถุประสงค์ของการจัดทำงบการเงิน งบการเงินถูกจัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับฐานะทางการเงิน ผลการดำเนินงานและการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงินของกิจการ อันเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งบการเงิน ทุกประเภทในการนำไปใช้ตัดสินใจเชิงเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของกิจการ เจ้าหนี้ นักลงทุน ฝ่ายบริหาร บริษัทคู่ค้า ลูกค้าของบริษัท งบการเงินแสดงผลการบริหารงานของฝ่ายบริหารหรือความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารใน การบริหารทรัพยากรของกิจการ ผู้ประกอบการสามารถใช้งบการเงินมาประเมินผลการ บริหารงานหรือความรับผิดชอบของฝ่ายบริหาร เพื่อใช้ในการตัดสินใจเชิงเศรษฐกิจ ซึ่งการ ตัดสินใจเชิงเศรษฐกิจนี้อาจรวมถึงการตัดสินใจขายหรือถือเงินลงทุนในกิจการต่อไป หรือ แม้กระทั่งการ ตัดสินใจโยกย้ายหรือเปลี่ยนผู้บริหาร ข้อมูลต่างๆในงบการเงินไม่เพียงแต่มี ประโยชน์กับผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์กับเจ้าหนี้ ผู้ถือหุ้น บริษัทคู่ค้า ลูกค้า และบุคคลอื่นที่สนใจในกิจการซึ่งรวมถึงนักลงทุนภายนอกหากเป็นบริษัทที่มีการจด ทะเบียนในตลาดหุ้น อีกทั้งรัฐบาลยังใช้ประโยชน์จากงบการเงินในการคำนวณภาษีที่จะเรียกเก็บ จากกิจการอีกด้วย ระยะเวลาในการจัดทำงบการเงิน งบการเงินจัดทำขึ้นอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง เพื่อสนองความต้องการข้อมูลของผู้ใช้ งบการเงินทุกประเภท เนื่องจากผู้ใช้งบการเงินต้องการเปรียบเทียบฐานะการเงิน ผลการ ดำเนินงาน และการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงินของกิจการสำหรับรอบระยะเวลาที่ต่างกัน ดังนั้น งบการเงินจึงแสดงข้อมูลของรอบระยะเวลาที่ผ่านมาด้วยเพื่อประโยชน์ในการเปรียบเทียบผลการ ความหมายอย่างละเอียด ส่วนประกอบของงบการเงิน งบการเงินประกอบด้วย 1. งบดุล (Balance Sheet) 2. งบกำไรขาดทุน (Income Statement) 3. งบกำไรสะสม (Retained Earning Statement) 4. งบกระแสเงินสด (Statement of Cash Flow) 5. หมายเหตุประกอบงบการเงิน (Notes to ...